แชร์

EP.1986 คนไม่ควรหมดหวัง แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเต็มไปด้วยความหวัง ความหวังไม่มีโอกาสที่จะเต็มร้อย  กลับกัน ความผิดหวังก็ไม่เป็นศูนย์  ตราบใดที่ชีวิตเรายังมีอยู่ สิ่งที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด ก็คือ ความศรัทธา ความศรัทธาที่ก้าวไปสู่ปัญญา

อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ค. 2026
10 ผู้เข้าชม
EP.1986 คนไม่ควรหมดหวัง แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเต็มไปด้วยความหวัง ความหวังไม่มีโอกาสที่จะเต็มร้อย  กลับกัน ความผิดหวังก็ไม่เป็นศูนย์  ตราบใดที่ชีวิตเรายังมีอยู่ สิ่งที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด ก็คือ ความศรัทธา ความศรัทธาที่ก้าวไปสู่ปัญญา 
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เพลงออกแขกหยุดลงตรงที่ว่า ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นอานาปานสติ สติอยู่ที่ลมหายใจ แสดงว่าโอกาสที่จะขาดสติก็จะน้อยมาก เพราะว่าเอาลมหายใจมากำกับสติ 
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 26 เดือนมิถุนายน พุทธะ คริสต์ 69 และ 26  เป็นวันข้างขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง  เพราะเป็นปกติที่เราจะบอกว่าอะไรๆ ก็ได้ ได้ทุกอย่าง แต่อีกอย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะได้ ก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมะ 2 ภาค 
วันนี้เป็นวันที่เราจะต้องน้อมรำลึกถึง ท่านพระยาสุนทรโวหาร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่  ท่านเป็นผู้มีโวหารจริตแบบไพเราะเพราะพริ้ง และมีคติธรรม คติพจน์ ที่น่าสนใจมากมาย ฝากไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง มารุ่นเรา และรุ่นต่อๆ ไป ใครชอบกลอนของท่านสุนทรภู่บทไหน ก็ลองช่วยกันคิดๆ ว่า บทนั้นก็ดี บทนี้ก็ดี  คิดขึ้นมาได้ บทไหนก็เอาบทนั้น 
เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีญาณวิถีในการคิดบทกลอน กาพย์ กลอน โคลง ดั้น ทั้งหลาย ฉันทลักษณ์ทั้งหลาย จะมีวิญญาณที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนกว่าผู้อื่นเป็นธรรมดา แล้วชีวิตท่านสุนทรภู่ก็มีทั้งชะตาชีวิตได้รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสูงสุด แล้วก็มีที่สุด ถึงขนาดไม่มีแผ่นดินจะอาศัย ต้องหลบไปพายเรืออยู่ในน้ำ อะไรอย่างนี้ 
เพราะฉะนั้น ชะตาชีวิตของคนที่มีดวงชะตาอันยิ่งใหญ่ ก็คือ คนเก่ง กล้า สามารถ เขาเรียกว่า คนมีศักยภาพสูง ต้องไม่ลืมทำความสมดุลเรื่องความเก่ง กล้า สามารถ คือ เรื่องศักยภาพ ให้สมดุลกับศักดิ์สิทธิ์  เราจึงมีคำของเราอยู่ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”  ชีวประวัติของท่านสุนทรภู่ ก็เห็นอยู่ว่า ท่านเก่งจริงๆ ก็เท่ากับมีศักยภาพสูง แต่เราก็ไม่ทราบว่า ท่านสร้างความสมดุลความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด 
กลับมาพิจารณาสิ่งที่เรากำลังเร่งรับรู้ เรียนรู้กันอยู่  สิ่งที่เรารับรู้ เรียนรู้กันอยู่ ก็คือ เรื่องของความไม่แน่นอน เขาจะพูดกันเป็นทีขบขันว่า ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน นั่นแหละคือ กฎแห่งไตรลักษณ์  เพราะว่าไตรลักษณ์จะบอกถึงความแน่นอนว่า มันไม่แน่นอน  ความไม่แน่นอนมันเป็นความแน่นอน ผกผัน แล้วก็สลับกันไปสลับกันมาตลอดเวลา 
ความหมายที่เราจะศึกษาไตรลักษณ์ ก็จะทำให้เรารู้ว่า เราหวัง เราหวังสิ่งนี้ได้เพียงเท่านี้  แล้วเรายังพอมีหวังสิ่งอื่นต่อไปอีก ถึงเราจะหวังสิ่งนี้ได้เพียงเท่านี้ เราอาจจะหวังสิ่งนั้นได้เพิ่มขึ้น พอหวังสิ่งนั้นได้เพิ่มขึ้นอาจจะยังไม่เพียงพอ เรายังหวังสิ่งโน้นได้อีก  สิ่งนี้ สิ่งนั้น สิ่งโน้น เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งไหน อะไรทุกอย่างก็เปลี่ยนได้ทั้งนั้น  เพราะฉะนั้น คนจึงไม่ควรหมดหวัง ไม่ควรหมดหวัง แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่เต็มไปด้วยความหวัง ความหวังใดๆ ไม่มีโอกาสที่จะเต็มร้อยง่ายๆ  กลับกัน ความผิดหวังก็เหมือนกัน มันไม่เป็นศูนย์หรอก ตราบใดที่ชีวิตเรายังมีอยู่ ความสมหวังก็จะไม่เต็มร้อย  ความผิดหวังก็จะไม่ถึงกับเป็นศูนย์  ถ้าหากว่าชีวิตเรายังไม่สูญสิ้นไปจากโลกนี้  สิ่งที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด ก็คือ ความศรัทธา ความศรัทธาที่ต้องก้าวไปสู่ปัญญา 
เมื่อกี้นี้ก่อนเข้ามา ก็เดินยืนคุยกันกับอาจารย์ปัญจพล  คุณภูเก็ต  คุณกนกวรรณ  แล้วก็ใครอีกสองคน นึกไม่ออก  คุณอรสา กู้เกินพงษ์ หน้าพระฤาษีตาไฟ ซึ่งพระฤาษีตาไฟเป็นพระฤาษีที่อาจารย์หมอน้อย หรือ อาจารย์พงศ์ภัค ชัยศรี มอบมาให้ เพื่อจะนำมาบูชา  ก็เลยให้ข้อคิดกับผู้ที่ร่วมยืนอยู่หน้าพระฤๅษีด้วยกันว่า ถ้ามีคนมาไหว้บ่อยๆ เข้า ความศักดิ์สิทธิ์จะค่อยๆ ทวี ทวี ทวีเพิ่มขึ้น  
จึงให้ข้อคิดว่า ทุกคนเวลาที่ไปไหว้ มาไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หนึ่งที่ใด ก็จะมีโอปปาติกะหนึ่งองค์ตามมา หรือมาอยู่ในตัวตน โอปปาติกะเหล่านี้เป็นพลังสถิต  เป็นพลังสถิตที่มาหยุดอยู่ตรงที่รูปเคารพ หรือสิ่งเคารพทั้งหลาย  รูปเคารพ สิ่งเคารพทั้งหลาย เดิมทีบางทีสมมติว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่เฉยๆ จะเป็นเทวรูป จะเป็นพุทธรูป จะเป็นรูปเคารพบูชาอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่ามีผู้มาร่วมกันไหว้ กราบไหว้บูชา และส่งกระแสศรัทธาอย่างมั่นใจกันมากขึ้น มากขึ้น  โอปปาติกะทั้งหลายก็จะมาสถิต ณ ที่ตรงนั้นมากขึ้น มากขึ้น 
นาย ก. มาไหว้หนึ่งคน ก็มีโอปปาติกะหนึ่งตน  นาย ข. มาไหว้อีกหนึ่งคน ก็มีโอปปาติกะอีกหนึ่งตน  นาย ก.  นาย ค.  นาย จ.  นาย ช. อะไรก็ไปเรื่อย ก็มามีโอปปาติกะมาชุมนุมกัน  
เมื่อโอปปาติกะมาชุมนุมกัน ณ ที่ตรงนั้นมากๆ  พลังสถิตของโอปปาติกะ ก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระดับต่างๆ ก็มาสร้างพลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ณ ที่ตรงนั้นๆ  พลังศักดิ์สิทธิ์ของโอปปาติกะ แต่ละคน แต่ละคน มีขนาดไม่เท่ากัน 
สักวันหนึ่งก็อาจจะมีผู้มีโอปปาติกะในระดับที่เรียกว่า มาตรฐาน หรือยิ่งใหญ่ หรือมีพลังมากมายเพียงพอ มาบูชารูปเคารพนั้น  
เมื่อมาบูชารูปเคารพนั้นมากเข้า มากเข้า เทพเทวดาก็ต้องประชุมกันพิจารณา  รูปคารพองค์นี้มีผู้ไปกราบไหว้ ไปส่งกระแสพลังศรัทธาให้ไว้มากมายแล้ว  ท่านผู้ใด ประชุมกันบนสวรรค์ จะเป็นเทพประจำ ประจำรูปเคารพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ไปสถิต ณ ที่ตรงนั้น ก็จะมีท่านเทพองค์หนึ่งจะเป็นเทพนิรนามก่อนว่า เป็นเทพนิรนามมาบูชารูปเคารพ มาดูแลรูปเคารพ  รูปเคารพนั้นตั้งชื่อว่าอะไร สมมติอย่างที่เรา อาจารย์หมอน้อยให้มา ก็ตั้งชื่อว่า พ่อปู่ฤาษีตาไฟ  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งมาจากสรวงสวรรค์ ก็ต้องมาในฐานะของพ่อปู่ฤาษีตาไฟ  ผู้ที่มาบูชา มาบูชา และก็มาบูชา ก็จะต้องมีจิตสัมผัสกับโอปปาติกะ หรือเทพเทวดาองค์ที่มาสถิต เพื่อมารักษาความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพ่อปู่ฤาษีตาไฟ 
หลักการเป็นอยู่อย่างนี้ ใครจะสร้างรูปเคารพให้ใหญ่โต หรือขนาดพอสมควร หรือองค์เล็กนิดเดียว ไม่ใช่อยู่ที่ขนาดของวัตถุที่สร้างรูปเคารพ อยู่ที่ขนาดของศรัทธา มีผู้มาศรัทธาบูชา 10 คนต่อวัน สมมติ มีผู้มาบูชาร้อยคนต่อวัน  มีผู้มาบูชาพันคนต่อวัน  หมื่นคนต่อวัน  ความศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่รูปเคารพนั้น ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น  ต่อไป ผู้ใดที่มาบูชารูปเคารพนั้น และมีบารมี มีกระแสจิตสมดุลกัน ก็จะปรากฏมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น อธิบายเช่นนี้ให้กับผู้ที่ยืนสนทนากันหน้ารูปพ่อปู่ฤาษีตาไฟในวันนี้  
ใครที่ยังไม่ชัดเจนในการพิจารณาคำแนะนำวันนี้ ก็ไม่เป็นไร  เราจะให้ข้อคิดเห็นจนกระทั่งถึงบางอ้อ อ้อ อย่างนี้เอง  เพราะฉะนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางที่ก็ดูแล้วน่าสงสาร ไม่มีผู้คนไปนมัสการ  ไม่มีผู้คนไปบูชา  ไม่มีอะไรไปถวาย  ไม่มีอะไรที่จะทำการพิธีกรรม  แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางแห่งนี่น่าอิจฉา มีแต่ผู้คนไปสักการะบูชามากมาย ถามว่า จักรธรรมชัดเจนหรือไม่ จักรธรรม ข้อที่ 1 ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในสถานที่ที่ดี  2. สัปปุริสูปัสสยะ คบคนดี  3. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ  4. ปุพเพกตปุญญตา บุญเก่าหนุนมา  
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปเคารพ ก็ต้องมีหลักของจักรธรรมหนุนมา ดำเนินมาถึง ณ จุดตรงนั้น เป็นปฏิรูปเทสวาสะ มีตรงนั้นเป็นสัปปุริสูปัสสยะ คบคนดี  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องมีคนดีที่ให้ความเคารพนับถือ พากันไปกราบไหว้บูชา แล้วคนดีที่ไปเคารพบูชากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องเป็นคนมีอัตตสัมมาปณิธิ คือ ตั้งตนไว้ชอบ สมมติว่าบุคคลคนหนึ่ง และสาม และสี่ ปุพเพกตปุญญตา บุญเก่าก็หนุนมา ไม่ต่างกันกับมนุษย์  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปเคารพกับมนุษย์ที่มีคนเคารพนับถือ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน  ข้อมูลมากไป เดี๋ยวจะเข้าใจผิด และอาจจะงวยงง 
ก็ตัดตรงมาที่ข้อคิดเห็นของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ 1985  เมื่อเจอปัญหาความทุกข์เกิดขึ้น เราก็อยู่อย่างทำใจ ไม่ใช่ อยู่อย่างทันใจ  เมื่อคลื่นพลังกรรมที่เป็นเรื่องของทพ เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลักของไตรลักษณ์ แต่ถ้าปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข มาเป็นองค์ฌาณ องค์ญาณ เป็นญาณแฝง ทำประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างดีทีเดียว  เราจึงต้องมีวันปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขทั้งธรรมชาติสามัญวิสัย และธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย 
ขอย้ำซ้ำอีกทีหนึ่ง 1985 คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ บอกว่า เมื่อเจอปัญหาความทุกข์เกิดขึ้น เราก็อยู่อย่างทำใจ ไม่ใช่ อยู่อย่างทันใจ  เมื่อคลื่นพลังกรรมที่เป็นของเป็นเรื่องของเทพ  เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลักของไตรลักษณ์ แต่ถ้าปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขมาเป็นองค์ฌาน องค์ญาณ เป็นญาณแฝง ทำประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างดีทีเดียว  เราจึงต้องมีวันปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขทั้งธรรมชาติสามัญวิสัย และธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย 
คือ ยังไงๆ คนไปค้านการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก เพราะเราอยู่บนกฎของไตรลักษณ์ด้วยกันทุกคน ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไป  เมื่อเรารู้ว่าต้องเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องเตรียมใจ และทำหน้าที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข  เราจึงต้องมีวันปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ปีละหนึ่งวัน 24 มิถุนายน ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง  เดี๋ยวมารับรายงานจากอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ หลังจากฟังเพลงแล้ว  ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
มิติแห่งไตรลักษณ์ เพลงที่จบลงไปเป็นความจริง ใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะละเมิดกฎแห่งไตรลักษณ์ได้ เรามากราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถึงแม้เราจะอยู่ในมิติแห่งไตรลักษณ์ ก็ขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแก่เราสักเล็กน้อยก็ยังดี  เช่นว่า อนิจจังของสังขารที่มันจะทรุดโทรมเร็วกว่าปกติ ก็ขอให้ทรุดโทรมช้ากว่าปกติ  ความเจ็บป่วยจะรุนแรงมากกว่าปกติ ก็ขอให้เจ็บป่วยน้อยกว่าปกติ  ความทุกข์จะมีมากกว่าความสุข ก็ขอให้มีน้อย และความสุขก็มีมาก  ความยากจนก็เหมือนกัน ให้มันมีน้อยกว่าความร่ำรวย อะไรทำนองทั้งหมดอย่างนี้แหละ  ก็ขออธิษฐานเอาตามบุญกุศลที่เราสั่งสมสร้างมา แต่ทุกคนหนีไม่พ้นโลกธรรม 8  มีลาภ เสื่อมลาภ  มียศ เสื่อมยศ  มีสรรเสริญ มีถูกด่า แล้วก็มีสุข ก็มีทุกข์ เป็นธรรมดา  ก็ปลงจิตปลงใจกันไปตามวาระ  
ศ. 26 มิ.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล
 

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1888    ค่าสมดุลในวิญญาณ คือ ขันธ์ตัวที่ 5 (พ. 4 มี.ค. 2569)
วิญญาณขันธ์ปรุงแต่งด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร ปรุงแต่งไม่สมดุล เกิดราศีไม่ดี  ไปประสานกับคนที่มีกรรมเก่าเกี่ยวกัน  บุพกรรม  บุพเพสันนิวาส พรหมลิขิต  เกิดเป็น  3 สิ่งที่ไม่ดี คือ 1. โรคจิต โรคประสาท   2. ศรัทธาจริตผิดปกติ   3. ปัญญาประดิษฐ์
13 มี.ค. 2026
EP. 1868   ความรู้ทั้งหลายถ้ามันหนักเกินไป  มันก็หนักสมอง  มันก็สร้างปัญหา  (ส.  7 ก.พ. 2569)
แต่ถ้าเบาบางเกินไป ไม่พอเพียงแก่ความต้องการ ความรู้นั้นมันก็ป่วยการ ก็คือ ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการนำเสนอสิ่งซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ แต่มีจริง ก็คือ สิ่งเหนือสามัญวิสัย นอกจากมันมีจริงแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ และเกิดโทษได้จริงๆ
12 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy