EP.1971 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แต่ยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิต มีอิทธิ-ฤทธิ์ สามารถบันดาล หรือทำให้อันตรธานหายไปได้ตลอดเวลา เป็นคลื่นพลังกรรม เปรียบเหมือน “คลื่นสอดแทรก”ธรรมดา เป็นฟิสิกส์เบื้องต้น ตั้งแต่สวรรค์ 6 ชั้น อยู่ในชั้นบรรยากาศ เป็น Space and tim
อัพเดทล่าสุด: 9 มิ.ย. 2026
4 ผู้เข้าชม
EP.1971 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แต่ยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิต มีอิทธิ-ฤทธิ์ สามารถบันดาล หรือทำให้อันตรธานหายไปได้ตลอดเวลา เป็นคลื่นพลังกรรม เปรียบเหมือน “คลื่นสอดแทรก”ธรรมดา เป็นฟิสิกส์เบื้องต้น ตั้งแต่สวรรค์ 6 ชั้น อยู่ในชั้นบรรยากาศ เป็น Space and time
ถ้า เป็นคลื่นพิเศษ วิเศษ “คลื่นแทรกสอด” ระดับควอนตัมฟิสิกส์ ตั้งแต่ชั้นพรหม 16 ชั้นและชั้นมหาพรหมรังสี 4 ชั้น อยู่ในชั้นอวกาศ เป็น Space time
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งในงานพระพุทธศาสนา คือ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา” แรม 8 ค่ำ เดือน 7 วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ 8 วัน ก็ถือเป็นวันที่เราจะต้องรำลึกนึกถึงพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะที่พึ่งที่อาศัยของคนทั้งโลก
วันนี้เราพบกันวันจันทร์ที่ 8 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2569 คริสต์ศักราช 2026 แรม 8 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย เรามาฟังเรื่องสิ่งเหนือสามัญวิสัย เป็นประโยชน์มากมายจริงๆ เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่ในโลกและจักรวาล ทั้งที่มีความสำคัญกับตัวเราอย่างยิ่งยวด ไม่มีชีวิต
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเป็นอำนาจ อิทธิฤทธิ์ แล้วสร้างปาฏิหาริย์ อิทธิฤทธิ์แล้วสร้างปาฏิหาริย์ จากอำนาจของเทพเทวดาก็ได้ จากศักยภาพของมนุษย์ก็มี จากสิ่งลึกลับ เรื่องลึกลับซับซ้อน ซ่อนเร้นปิดบังทั้งหลายทั้งปวง เราจึงต้องรับรู้เรียนรู้ให้ถูกต้อง แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้สัมพันธ์กับเราอย่างกลมเกลียว กลมกลืน ไม่ใช่สัมพันธ์กับเราอย่างกล้ำกลืน
เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สัมพันธ์กับเราอย่างกล้ำกลืน ชีวิตเราก็ฝืนทน ฝืนทนกันไปวันหนึ่ง วันหนึ่ง จนกว่าจะหมดชาติ แล้วก็โอดครวญกันว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำดีได้ดีมีที่ไหน แล้วบางคนก็เลยออกไปทุภาษิต ทำชั่วได้ดีมีถมไป อย่ากระไร ฉันเลือกทำชั่วน่าจะดีกว่า โถ อนิจจาน่าสังเวชมากกว่า น่าสมเพชมากกว่า ก็นั่นเพราะว่าไม่ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขามีกระแสเป็นคลื่น เป็นพลังงาน มีชนิด มีประเภท มีความจำเป็นต้องส่งพลังงานมาถึงเรา แล้วเราต้องตั้งรับแบบไหน จึงจะเกิดเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราและบริวาร
อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องขอยืนยันว่า คนที่ต้องทนกล้ำกลืนฝืนทน กว่าจะรู้ว่าอะไรคืออะไร ก็ใกล้จะลาจากโลกนี้ไปแล้ว ผู้พูดเองก็อยู่ในทำนองนี้เหมือนกัน ต้องสังเวยความโง่ของตัวเองตั้งแต่หนุ่มจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา กว่าจะหายโง่ กว่าจะลดความโง่ กว่าจะรู้ว่าอะไร คือ โง่ ความโง่เหล่านั้นสร้างความทุกข์มากมายมหาศาลสุดจะพรรณนา ก็เลยไม่อยากเห็นคนที่ยังจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกยาวนาน มีความโง่เหมือนความคนพูดมาก่อน อันนี้ขอสารภาพ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แต่ยิ่งดูเหมือนกับยิ่งมีชีวิต ยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิต ทำไมถึงพูดอย่างนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แต่ดูเหมือนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีความสามารถยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แต่ก็นั่นอีกล่ะ ยังไงๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องอาศัยศักยภาพในตัวมนุษย์ศักยภาพ ศักยภาพ คือ มนุษย์ต้องฝึกหัด ขัดเกลาตัวเอง ให้เก่ง กล้า สามารถและมีคุณความดี ถ้ามนุษย์ไม่ขัดเกลาฝึกหัดให้ตัวเองเก่ง กล้า สามารถ และพร้อมด้วยคุณงามความดี มนุษย์ก็ไม่มีศักยภาพ
เมื่อมนุษย์ไม่มีศักยภาพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะต้องอาศัยมนุษย์ ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มาอาศัยมนุษย์ได้เพียงแค่ผิวเผิน แล้วก็อันตรธาน มาอาศัยได้เพียงผิวเผินแล้วก็อันตรธาน อันตรธาน แปลว่า หายไปโดยไม่มีร่องรอย
เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ถ้าใครรู้ตัวว่า ตัวเองเป็นผู้มีญาณอันยิ่งใหญ่จะเป็นญาณที่มาจากการกำเนิด ญาณที่มาจากการกำเนิด ซึ่งก่อนกำเนิดก็เป็นญาณที่เป็นญาณบารมี ที่ตัวเองสั่งสมสร้างมา แล้วพอเข้ามาสู่ คติ 4 อภิณหปัญจเวกขณ์ 5 โดยเฉพาะ อภิณหปัญจเวกขณ์ 5 นี่ก็คือ มีกรรมเป็นกำเนิดมี มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย มีกรรมเป็นของตนเอง ใครทำกรรมอันใดไว้ จะต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน แค่อภิณหปัญจเวกขณ์ 5 ก็ส่งผล เพราะอภิณห์ปัญจเวก 5 รับมา รับผลมาจาก คติ 4 ส่งผลไปที่ วิบาก 6
เพราะฉะนั้น เราจะต้องฝึกหัดขัดเกลา ขัดเกลาจนกระทั่งเกิดศักยภาพ จนศักยภาพนั้นสามารถจะเป็นฐานอันมั่นคงให้กับความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมีคาถาสั้นๆ ของสหปฏิบัติฯ ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” คาถานี้เป็นของเราชาวสหปฏิบัติฯ แต่ไม่มีลิขสิทธิ์ พร้อมที่จะให้ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือจะเป็นใคร นำไปกล่าวขานได้
ทำไมถึงบอกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไปมีชีวิตได้ยังไง เพราะเป็นคลื่นพลังกรรรม เป็นคลื่นพลังกรรมชนิดที่ ถ้าเปรียบเทียบวิชาฟิสิกส์เบื้องต้น ก็คือ “คลื่นสอดแทรก” ถ้าหากว่าเป็นคลื่นพิเศษ วิเศษขึ้นมากว่านั้น ก็เป็นกรณี ก็เป็น”คลื่นแทรกสอด”ซึ่งวิชาฟิสิกส์ปกติ ก็คือ เด็กมัธยมต้นๆ ก็รู้แล้วว่า คลื่นสอดแทรกกับคลื่นแทรกสอดเป็นอย่างไร
ทีนี้ถ้าเกิดเปรียบเทียบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเบื้องต้น ที่จะมีผลต่อชีวิตมนุษย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็คือ สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น สวรรค์ 6 ชั้นมีอะไรบ้าง ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี อันนี้ถ้าอยู่ในการเปรียบเทียบฟิสิกส์เบื้องต้น ก็คือ “คลื่นสอดแทรกธรรมดา” และคลื่นแทรกสอดที่วิเศษในบางครั้งที่เป็นกรณีพิเศษ
แต่นี้เกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้รับการรับรู้จากมนุษย์ สูงขึ้นไปอีก การเปรียบเทียบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นคลื่นพลังกรรม ก็ขึ้นไประดับควอนตัมฟิสิกส์ ควอนตัมฟิสิกส์ก็เป็น ฟิสิกส์ในระดับสูง ซึ่งถ้าเราเปรียบก็เป็นเรื่องของสูงกว่าชั้นบรรยากาศ
ซึ่งชั้นบรรยากาศต้องการเวลา มีตัวกาลเวลา เขาเรียกว่า Space and Time แต่ถ้าสูงขึ้นไปอีกขั้นควอนตัมฟิสิกส์ ไม่ขึ้นกับกาลเวลาแล้ว ควอนตัมฟิสิกส์ก็จะขึ้นไปอยู่ในลักษณะในลักษณะ Space Time กาลเวลาจะถูกกลมกลืนเข้าไปกับความว่างของอวกาศ เราก็เปรียบเทียบเป็นชั้น มหาพรหมรังสี มหาพรหมมีอยู่ 16 ชั้น ตั้งแต่ชั้นที่ 12 ขึ้นไป เพราะว่าจาตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี อันนี้อยู่ในชั้น Space and Time ก็คือ อยู่ในชั้นบรรยากาศ
ถ้าสูงขึ้นไปก็เป็นชั้นอวกาศ ก็คือ ชั้นที่ 12 ขึ้นไป เพราะว่ามนุษย์ชั้นที่ 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 สวรรค์ 6 ชั้น พอ 6 ชั้นเลยขึ้นไปชั้นที่ 12 ถึง 27 อันนี้เป็นชั้นมหาพรหมอยู่ในกามาวจร ขึ้นไปในอวกาศ เป็นรังสีแห่งพรหม
เดี๋ยวจะไกล เดี๋ยวจะยาวเกินไป ก็ขอตัดตอนเท่านี้ก่อน เพื่อจะยืนยันว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งเป็นคลื่นละเอียดลออ ละมุนละม่อม ละเมียดละไม ไม่ต้องการความหยาบ ความหยาบคายในจิตใจของมนุษย์ ไม่ต้องการความหยาบกระด้างในการกระทำ ในคำพูด ในความคิดของมนุษย์ เพราะว่าคลื่นที่มาจากพรหมรังสี หรือรังสีแห่งพรหมเป็นคลื่นที่มีความเมตตาสูง ไม่ต้องการความรุนแรง ไม่ต้องการความหยาบกระด้าง หรือประเภทที่ขาดซึ่งความนุ่มนวลควรแก่ความประพฤติ
ก็ขอให้เข้าใจตามหลักอันนี้ แล้วทุกคนก็จะจะได้เข้าใจว่า มันเป็นภาคบังคับ ไปหลอกกันไม่ได้ ใครก็หลอกใครไม่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะหลอกตัวเอง เป็นเรื่องน่าขัน ฉะนั้น ไม่ควรที่จะหลอกตัวเอง เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉันบอกว่าฉันไม่รับรู้อะไรด้วย ฉันตรงไปตรงมา เพราะฉันไม่มีชีวิต แต่ฉันมีฤทธิ์ ฉันไม่มีชีวิตแต่ฉันมีฤทธิ์ ฉันมีอิทธิ-ฤทธิ์ สามารถบันดาลหรือทำให้อันตรธาน บันดาลก็ทำให้เกิด อันตรธานก็ทำให้หายไป ได้ตลอดเวลา
ฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดาเรื่องลึกลับซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางทั้งหลาย ถ้าเข้าใจตามนี้แล้ว ทำจิตให้ว่างดีกว่า แล้วความสำเร็จพร้อมทั้งความปลอดภัย ก็จะได้เกิดขึ้นแก่ตน แก่ตน แน่นอนที่สุด
เอาล่ะ ข้อมูลมากไปหลายคนก็อาจจะเครียด ข้อมูลน้อยไปหลายคนก็บอกว่า ไม่คุ้มค่าเวลาที่อุตส่าห์ให้ความสนใจรับฟัง วันนี้มาดูผลงานของผู้มีศรัทธาอีกท่านหนึ่ง คุณอรสา กู้เกินพงษ์ 1970 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แต่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นคลื่น ผู้มีชีวิต คือ สื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีชีวิตก็คือ เรา เป็นสื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นคลื่นพลังงาน ถ้าระดับธรรมดา ก็คือ ฟิสิกส์ทั่วไป ถ้าระดับพิเศษหรือวิเศษ ก็เป็นคลื่นของควอนตัมฟิสิกส์
อันนี้เป็นรายงานของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ 1970 “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แต่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นคลื่นผู้มีชีวิต คือ สื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นคลื่นพลังงาน ถ้าเป็นระดับธรรมดา ก็คือ ฟิสิกส์ทั่วไป ถ้าระดับพิเศษ หรือวิเศษ ก็เป็นคลื่นของควอนตัมฟิสิกส์”
ทั่วไปก็เป็น Space and Time ก็คือ อยู่ในบรรยากาศ แต่ถ้าสูงขึ้นไป อยู่ในอวกาศ ก็เป็นควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งเด็กนักเรียนมัธยมต้นๆ เขาก็บอกว่า ความรู้นี้พื้นฐานมากสำหรับเขา ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แต่เราเอามาเปรียบเทียบ ให้เห็นข้อเท็จจริงธรรมชาติ ซึ่งอันนี้เป็นธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย โยงกับธรรมชาติสามัญวิสัย เพราะว่าบรรยากาศก็ดี ที่อยู่ภายใต้อำนาจแรงดึงดูด กดดัน แล้วก็แรงโน้มถ่วงของโลก คือ บรรยากาศ ก็เป็นธรรมชาติสามัญวิสัย
แต่พอเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบรรยากาศ ตั้งแต่จาตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ก็เป็นเรื่องของเหนือสามัญวิสัย สูงขึ้นไปอวกาศก็เหมือนกัน ก็เป็นธรรมชาติสามัญวิสัยที่นักวิทยาศาสตร์อวกาศค้นพบ
พอมาเปรียบเทียบเหนือสามัญวิสัย ชั้นอวกาศ ก็คือ เรื่องของพรหม 16 ชั้นฟ้า และสูงขึ้นไปอีก 4 ชั้นฟ้า ก็เป็น “อรูปพรหม” เป็น “อกามาวจร” แต่ถ้า 16 ชั้น อยู่ในกามาวจรก็เห็นชัดๆ แล้วว่า ทุกอย่างมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผลในการเปรียบเทียบด้วยหลักของ Logic ก็คือ ตรรกศาสตร์ ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงคั่นเวลาสักเล็กน้อย แล้วก็มาสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เอาล่ะ เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง “คลื่นพลังกวนกรรม” ขับร้อง รุจิรา พญาแล คำร้อง ธวัช คณิตกุล ทำนอง ทหารแก่ มิกซ์เสียงสุรพล ศิริวรรณ
เนื้อเพลงก็มีอยู่ว่า “บุพกรรมกรรมเก่าหนอลิขิต ชีวิตพบรักใหม่สร้างปัญหา คลื่นวิบากกรรมซ้ำเติมนำพา ใช้เมตตาธรรมผ่อนหนักให้เป็นเบา กลับกลายเป็นคลื่นป่วนจิตชวนสังเวช ล้วนเป็นเหตุกายใจให้หมองเศร้า สร้างแรงใจปลุกเร้าคลายโง่เขลา ทุกข์บรรเทาด้วยสติปัญญาญาณ ใยเล่าให้คลื่นพลังกวนกรรม มาจองจำดั่งสายน้ำคดไหลผ่าน ดูแทรกซ้อนและสอดแทรกทรวงสะท้าน การงานพลิกผันไม่ลื่นไหลโสภา วิบากกรรมลิขิตไม่จางหาย แค่ผ่อนคลายหาเหตุเกิดปัญหา น้อมนำธรรมะใฝ่ใจศรัทธา ดั่งบุปผาแย้มบานไร้การกวนกรรม”
ก็อาจารย์สมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ นั่นแหละ ทั้งหมดเป็นผลงานของท่าน ก็ขอขอบคุณที่ท่านได้เมตตา จากนี้ไปเราก็มาอธิษฐานจิตถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโดยเฉพาะวันนี้ เป็นวันอัฏฐมีบูชา เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ให้บารมีพระรัตนตรัยอันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอำนวยพรให้กับทุกท่านที่เข้าสู่รายการพบกันทางเงาในวันนี้
จ. 8 มิ.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ความรอบคอบ และความรอบรู้ ต้องให้เกิดความเหมาะสม พอมนุษย์จัดสรรค์วามคิด คำพูด การกระทำให้ดี เทพก็จะมาเสกสรรชีวิตให้ แล้วธรรมชาติก็จะสร้างสรรให้ลงตัว ทั้งธรรมชาติสามัญ และเหนือสามัญ ให้ศักยภาพเป็นทัพหน้า ให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นกำลังเสริม
25 เม.ย. 2026
ถ้าใครทำความสามารถที่จะสร้างพฤติกรรมของตัวเองด้วยการคิด พูด ทำ ให้สอดคล้องเข้ากันเป็นกลมเกลียวกัน กลมกลืนกันกับวิบากกรรม คนๆ นั้นมีชีวิตที่เดินอยู่บนเส้นตรงที่น่าสรรเสริญ
ทุกอย่างมันต้องพอดี ทำดีให้ถูกดี ทำดีให้ถึงดี ทำดีให้พอดี
12 ก.พ. 2026
