EP.2013 เรารับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอารมณ์ แล้วเราต้องเปลี่ยน หน้าที่จากอารมณ์ให้มาสู่จิต ให้จิตมารับรู้ (อา. 26 ก.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ค. 2026
0 ผู้เข้าชม
EP.2013 เรารับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอารมณ์ แล้วเราต้องเปลี่ยน หน้าที่จากอารมณ์ให้มาสู่จิต ให้จิตมารับรู้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขาก็จะแซงกันมา พอเจ้าบุญนายคุณมาเตรียมให้สิ่งที่ดีกับเรา ฝ่ายบุญจะให้สิ่งที่ดีกับเรา เจ้ากรรมนายเวรก็เตรียมแซงหน้าเข้ามาเพื่อจะให้โทษกับเรา ชิงไหวชิงพริบกันอย่างนี้ตลอด
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันหยุด อาทิตย์ที่ 26 เดือนกรกฎาคม พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 เป็น 8 หลัง ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เรามาใช้วันอาทิตย์ที่ 28 เดือนกรกฎาคม คือวันนี้ ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมง ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดด้วยการเพิ่มเติมความรู้ภาคที่ 2 คือ ภาคที่ 1 นั้นคือ สามัญวิสัย แล้วภาคที่ 2 คือ เหนือสามัญวิสัย หรือที่เรียกกันเป็นภาษาชาวบ้านว่า เรื่องของศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ อำนาจลึกลับทั้งหลายนั้นแหละ
เรื่องนี้คนจำนวนมากยังคลางแคลง บางคนก็คลางแคลงไม่แน่ใจว่า มีจริงหรือเปล่า หลายคนก็บอกว่ายอมรับว่า มีจริง แต่ฉันรู้สึกว่าจะไม่ให้ประโยชน์ จะไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตของเรา ตรงนี้ก็ต้องตอบโจทย์กันว่า 1 มีจริง เพราะว่าพระพุทธศาสนาก็ยืนยันว่า ปาฏิหาริย์ 3 มีจริง อันที่ 1 อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ อันที่ 2 อาเทสนาปาฏิหาริย์ อันที่ 3 อนุสาสนีปาฏิหาริย์
1. มีจริง 2. เมื่อมีจริงแล้วทำไมไม่ช่วยมนุษย์ อันนี้ล่ะคือ ปัญหาใหญ่ ที่จะต้องมาแจกแจงความถี่กันทีเดียว มีจริงแล้วทำไมไม่ช่วยมนุษย์ แล้วยังแถมเรายืนยันว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ตั้งแต่ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย ก็ก่อเกิดจากตัวมนุษย์ เพื่อมนุษย์ เป็นประโยชน์กับมนุษย์ แล้วเขาจะมาเป็นโทษกับมนุษย์ทำไม
เราจึงต้องหาสาเหตุว่า ในเมื่อมนุษย์ยอมรับแล้วว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง แล้วทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เห็นเป็นบ้าง ไม่เป็นบ้าง บางคนก็ได้ประโยชน์มากมาย แต่กลับไปอวดว่า ตัวเองเก่ง บางคนผิดพลาดคลาดเคลื่อน ไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถมตรงกันข้ามยังเกิดโทษมากมายอีก ก็เกิดความโกลาหล สับสนวุ่นวาย ไม่รู้ว่าจะเชื่อ หรือไม่เชื่อดี ไม่รู้ว่าจะมั่นใจว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ดี อันนี้แหละคือ ปัญหาที่เราจะต้องมาทำความเข้าใจ
เราบอกแล้วว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นคลื่น เป็นพลังงาน ที่ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ ถึงวิทยาศาสตร์เคมีชั้นสูงแค่ไหนก็พิสูจน์ไม่ได้ วิชาชีววิทยาสูงแค่ไหนก็พิสูจน์ไม่ได้ วิชาฟิสิกส์จะเป็นฟิสิกส์ระดับไหน จนกระทั่งควอนตัมฟิสิกส์ก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่เราเอามาเปรียบเทียบ หรือเทียบเคียงเพื่อการเรียนรู้ได้ทุกวิชา อย่างที่เราบอกว่า ของเราให้พิจารณาด้วย 5 ศาสตร์ ตรรกวิทยา จิตวิทยา ปรจิตวิทยา ปรัชญา และอภิปรัชญา บางคนบอก พิสูจน์เข้าไปได้ยังไงตั้ง 5 ศาสตร์ มีมากกว่านั้นอีก แต่ว่าเราเอาหลักๆ แค่ 5 อย่าง
ก็เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นคลื่นพลังชนิดหนึ่งส่งลงมา และมนุษย์ก็ต้องส่งเอาจิตขึ้นไปรับ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งลงมาให้กับมนุษย์เป็นรังสี โดยเฉพาะศักดิ์สิทธิ์ก็จะมาเข้าที่หน้าผาก หรือกลางกบาล แล้วก็ต่อมจอมประสาท หรือ Pineal Gland ก็เป็นตัวเหมือนเสาอากาศรับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ส่วนถ้าเรื่องสามัญธรรมดาก็มาเข้าที่ขมับ ขมับก็คือ หางตาซ้าย หางตาขวา ก็คือ หูซ้ายกับหูขวา ถ้าหากว่ามนุษย์ยังไม่รับฟัง ไม่ดูด้วยตา ไม่ฟังด้วยหูด้วยตัวเอง โอกาสที่จะเข้าใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นดูจะยาก ดูจะลำบาก นี่ก็ประการหนึ่งแล้ว แถมมิหนำซ้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งเข้ามาที่กลางหน้าผาก เข้ามาที่กลางกระหม่อม กลางกบาล ยังใช้อารมณ์ออกมารับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนที่สุดเพราะอารมณ์คือ ด่านแรก ด่านแรกที่จะรับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อรับรู้แล้วมันจะเกิดเป็นฤทธิ์ในเบื้องต้น เกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เกิดเป็นฤทธิ์ในเบื้องต้น เมื่อถึงคราวต้องการจะทำงานให้เกิดประโยชน์ อารมณ์นั้นควรจะเปลี่ยนฐานะเป็นจิต ก็ปรากฏว่าไม่ค่อยจะมีใครที่จะใช้จิตเข้าไปรับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สักกี่ครั้ง สักกี่หน แต่พอรับรู้ด้วยจิตเมื่อไหร่ รับรู้ด้วยจิตคราวใด คราวนั้นหรือหนนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะปรากฏได้ผล
สรุปแล้วก็คือ เรารับด้วยอารมณ์แน่นอน รับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอารมณ์ต้องรับด้วยแน่นอน แต่เสร็จแล้วเราต้องเปลี่ยนหน้าที่จากอารมณ์ให้มาสู่จิต ให้จิตมารับรู้ คนก็ไม่เคยเข้าใจแล้วก็ใช้อารมณ์ซะส่วนใหญ่ เช่น อารมณ์อันแรกเลย โลภ อารมณ์โกรธ อารมณ์หลง อารมณ์ของกิเลส อารมณ์ของตัณหา อารมณ์ของอุปาทาน 6 แล้ว แล้วยังมีบางทีเป็นปรุงแต่งเข้ามาอีก อารมณ์ปรุงแต่งเข้ามาด้วยปปัญจสัญญา ตัณหา 7 มานะ 8 ทิฏฐิใจแคบ 9
เมื่อคุณรับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัณหา มานะ ทิฏฐิ โอกาสที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะให้คุณยากมาก มีแต่จะเกิดโทษ เกิดโทษ แล้วก็เกิดโทษ คนก็ขวนขวาย มนุษย์ก็ขวนขวาย เราจุดธูปตั้ง 3 ดอก 5 ดอก 7 ดอก 9 ดอก บางทีมากกว่านั้นอีก น่ากลัวจะน้อยไป เขาบอกว่า 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน 16 กับ 15 รวมกัน 31 จุด 31 ดอกเลย สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้เกิดความเกรงอกเกรงใจ เกิดความระทึกใจ มนุษย์เขาจุดธูปบอกเราตั้ง 31 ดอก อย่ากระไรเลยต้องช่วยเขาแล้วละ ขอบอกว่า ยาก ยาก ถ้าจิตของคนนั้นยังอยู่ในสภาวะอารมณ์ แล้วยังเป็นอารมณ์ที่โลภ อารมณ์ที่โกรธ อารมณ์ที่หลง อารมณ์ที่เกิดจากกิเลส อารมณ์ที่เกิดจากตัณหา อารมณ์ที่เกิดจากอุปาทาน อารมณ์ที่เกิดจากตัณหา อารมณ์ที่เกิดจากมานะ และ 9. อารมณ์ที่เกิดจากทิฐิคือ ใจแคบ
มนุษย์ทุกคนต้องใจแคบ แต่เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็ต้องทำใจให้พอดีๆ กับเรื่องราวทั้งหลาย ที่จะให้ใจกว้างก็ไม่ใช่หมายความว่า ให้สุรุ่ยสุร่าย ให้สุรุ่ยสุร่าย หรือจะให้คนเสียเปรียบคน จะให้คนยอมให้เขาหลอก รู้ว่าเขาหลอกก็เต็มใจให้หลอก ไม่ใช่ คนละเรื่อง คนใจแคบมันมีลักษณะหลายอย่าง มันทิฏฐิไปหมด มันแคบไปหมด ใครจะมาเก่งกว่าฉันไม่ได้ ใครจะมาเด่นกว่าฉันไม่ได้ ใครจะมาเหนือฉันไม่ได้ ความใจแคบนี่มันมีมากมายที่จะเกิดเป็นผลของความใจแคบ แล้วก็ผลเสียหายก็มากมาย
เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเข้ามาช่วยมนุษย์ตรงนั้นๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องผ่านเข้ามาอย่างสะดวก อย่างสบาย แต่ผ่านเข้ามาด้วยความไม่สะดวก ผ่านเข้ามาด้วยความยากลำบาก ติดประตู ประตูที่กีดกั้น เช่น สิ่งที่เป็นสิ่งปิดกั้นจิตตั้งแต่ กามฉันทะ พยาบาทอาฆาต หดหู่ง่วงงุ่น ฟุ้งซ่านรำคาญ ลังเลสงสัย ปิดกั้นจิตแล้ว ไม่ให้จิตทำงาน ไม่ให้จิตมาต้อนรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วใช้อะไรต้อนรับ ใช้อารมณ์ฝ่ายต่ำ กามฉันทะเข้าไปต้านกั้นด่านใหญ่ พยาบาทอาฆาตก็ไปกั้นอีกด่านหนึ่ง หดหู่ง่วงงุ่นก็กั้นไว้อีกด่านหนึ่ง ฟุ้งซ่านรำคาญก็กั้นอีกด่านหนึ่ง ลังเลสงสัยก็กั้นอีกด่านหนึ่ง
สรุปแล้วมนุษย์ทำตัวเอง ด้วยการต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงปาฏิหาริย์ให้เราได้สมความปรารถนาในลาภ ในสักการะ ในสรรเสริญ ในความสุข มาช่วยขจัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เรา แน่นอนที่สุดทุกคนต้องการตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แต่พอสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเข้าจริงๆ กลับรับด้วยอารมณ์ที่เป็นฝ่ายต่ำ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เกิดผล ไม่เกิดผล อย่างดีไม่ลงโทษก็บุญแล้ว อย่างดีที่สุดก็คือ ไม่มีผลสิ่งใดเกิดขึ้นเลย ก็ได้แต่เพิ่มของบูชา เพิ่มของสิ่งที่เป็นอาหารคาว อาหารหวาน ของหอม ของปราณีต ก็เพิ่มๆ เพิ่มๆ กันเข้าไป เพิ่มจนไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์พอพระทัยแล้วหรือยัง สงสัยจะน้อยไป ของบูชาที่เป็นของคาว สงสัยท่านเสวยไม่พอ ของหวาน ท่านเป็นเบาหวานละมั้ง ท่านต้องการกินของหวานเยอะๆ ของหอม หอมไม่มาก ต้องเพิ่มความหอมเข้าไปอีก
สิ่งนี้ก็เกิดการจินตนาการไป ของปราณีตก็เหมือนกัน ทำอันนี้ยังไม่สวย ของนี้ยังไม่งาม ทำให้สวยกว่านี้อีก ให้งามกว่านี้อีก พอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสด็จมาจากบนสวรรค์จะได้ดีใจ ชอบใจ แล้วก็ชมเชยเรา แล้วก็อวยพรให้กับเรา ให้เราสมความปรารถนา ที่แท้เปล่าเลย ทั้งหมดทั้งสิ้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นวิบากกรรมของเรา ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดีที่จะมาช่วยก็เป็นวิบากกรรมดี ก็คือ เป็นคลื่นพลังบุญของเรา ถ้าเป็นในทางลบก็เป็นคลื่นพลังบาป ต้องต่อต้านให้อยู่
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขาก็จะแซงกันมา พอเจ้าบุญนายคุณมาเตรียมให้สิ่งที่ดีกับเราฝ่ายบุญจะให้สิ่งที่ดีกับเรา เจ้ากรรมนายเวรก็เตรียมแซงหน้าเข้ามาเพื่อจะให้โทษกับเรา ชิงไหวชิงพริบกันอย่างนี้ตลอด แล้วถ้าหากว่าเอาอารมณ์ออกไปรับ อารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ที่ให้โทษ อารมณ์มี 3 อย่าง เช่น บริหารอารมณ์เพื่อจะให้ฮอร์โมนเคมีดี สมการ 2 ชั้นของเรา เราก็มาบริหารที่เวทนา เวทนาที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการมากที่สุดก็คือ อทุกขมสุขเวทนา
ส่วนมากก็จะเป็นทุกขเวทนาแล้วก็สุขเวทนา ทั้งสุขและทุกข์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการอทุกขมสุขเวทนา พอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการแล้วได้รับอทุกขมสุขเวทนา ก็ต้องมาสร้างปราณ ปราณคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ ให้เกิดความมีพลังเกิดขึ้น พอมีพลังก็ออกมาเป็นราศี ถ้าไม่มีพลังก็ออกมาเป็นราคี เห็นตามหลักตรรกศาสตร์ได้ชัดเจน
เอาละ วันนี้ก็ให้ข้อมูลมากไปนิดหนึ่ง เดี๋ยวผู้ฟังที่ขี้รำคาญก็จะรำคาญกันเป็นการยกใหญ่ว่า ตาคนนี้พูดมากจัง ก็ค่อยๆ มาคุยกันในขณะที่เราเปิดทำการรายการถามแอนด์ทอล์ค ซึ่งเดี๋ยวอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ ก็จะรายงานให้ทราบ
หันมาดูผลงาน 2012 ดร. วันพร จาปาเกษตร์ เขียนไว้ใน 2012 เป็นตัวโปรยที่ชัดเจนว่า คนที่มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ สิ่งที่ต้องระวังคือ ระวังเรื่องอารมณ์ คนที่วู่วาม คนที่ขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลง ขี้นั่นขี้นี่สารพัดขี้ต้องระวัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถจะเข้ามาสัมผัสและช่วยเหลือได้เท่าที่ควรจะช่วย
องค์เขาเป็นคลื่นพลังกรรมที่เข้ามาประสานกับอารมณ์ ขณะนั้นอารมณ์ของคุณอยู่ในลักษณะไหน ถ้าเป็นอารมณ์ที่ปราณีต ไม่ใช่อารมณ์ที่มาป่วนจิต หรือเพียงแค่จิตไปรับรู้อารมณ์ จิตก็จะรับงานต่อไป พอจิตรับงานต่อไปตอนนี้ก็เป็นอันที่เชื่อถือได้แล้วว่า ปรากฏการณ์ทางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดาทั้งหลาย มีผลดีแน่ มีประโยชน์แน่ๆ
ขอซ้ำอีกครั้งหนึ่ง 2012 ดร. วันพร จาปาเกษตร์ คนที่มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ สิ่งที่ต้องระวังคือ ระวังเรื่องอารมณ์ องค์เขาเป็นคลื่นพลังกรรมที่เข้ามาประสานกับอารมณ์ ขณะนั้นอารมณ์ของคุณอยู่ในลักษณะไหน ถ้าเป็นอารมณ์ที่ปราณีต ไม่ใช่อารมณ์ป่วนจิต หรือเพียงแค่จิตไปรับรู้อารมณ์ จิตก็จะรับงานต่อไป พอจิตรับงานต่อไป ตอนนี้ก็เป็นอันที่เชื่อถือได้แล้วว่า ปรากฏการณ์ทางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดาทั้งหลาย มีผลดีแน่ มีประโยชน์แน่ๆ ก็ขอขอบคุณ ดร. วันพร จาปาเกษตร์
เอาละ เราหยุดลงคงไว้เพียงเท่านี้ก่อน ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง แล้วก็เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพลมีรายงานหลังจากฟังเพลงจบลงแล้ว แล้วเราก็มาสวดมนต์สวดพรกันตามโอกาส หรือตามที่เราได้กำหนดไว้ แล้วก็ส่วนรายละเอียดเรื่องอื่นๆ อาจารย์ปัญจพลจะเป็นผู้แจ้งให้ทราบ ขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง องค์ฌาน องค์ญาณ ซึ่งอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ ก็ได้บอกถึงเนื้อเพลงให้ทราบบ้างแล้ว เราก็มาอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งสูงสุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่ข้าม หรือไม่มองผ่านบารมีแห่งพระรัตนตรัยไปโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้น เมื่อเราไม่รู้จะทำยังไงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะยังไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร ให้มีความมั่นคงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็เพิ่มด้วยคุณบิดามารดา สำคัญมาก ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ
ถ้าคนใดไม่คิดเนรคุณต่อครูบาอาจารย์ บิดามารดา หรือผู้มีพระคุณ แต่ไม่รู้จักสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือยังเข้าไม่ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่เป็นไร มั่นใจได้ว่า เราปลอดภัย ทีนี้สำคัญที่สุดก็คือ จะมีความคลอนแคลนในบารมีพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ที่สำคัญแต่ละวัน อย่างเช่นวันอาสาฬหบูชาที่จะมาถึงนี้ เป็นวันแห่งพระสงฆ์ มีประวัติแห่งความเป็นมาเกิดขึ้นจากการที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์มี 5 องค์ เมื่อเสด็จไปโปรดที่ไหน ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สัญลักษณ์ของวันอาสาฬหบูชา จึงจะเห็นได้ว่ามีรูปธรรมจักร เพราะเป็นล้อเกวียน เหมือนล้อเกวียน แล้วก็มีกวาง กวางหมอบอยู่ 2 ตัว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ก็แปลว่า ป่าที่เต็มไปด้วยกวาง ตัวกวางน่ารักมาก เต็มป่าไปหมด อันนี้ก็ให้รับรู้เรียนรู้กันบ่อยๆ พอเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว พระพุทธก็อยู่ในใจเรา พระธรรมก็อยู่ที่ในจเรา พระสงฆ์ก็อยู่ในใจเรา ก็ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล เรื่องศักดิ์สิทธิ์ก็ค่อยๆ ทยอยทำให้เกิดขึ้นแก่ตัวเราโดยอัตโนมัติ
อา. 26 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณอรสา กู้เกินพงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
เส้นตรงที่น่าสงสัยตั้งอยู่บนฐานแห่งความงวยงง ทำไมถึงทำให้งง และทำยังไงจะหายงง จงหาด้วย 2 รอ รอหัน(รร) คือ ร.รู้สึก กับ ร.รู้ เมื่อเราเข้าใจในความรู้สึกที่ถูกต้อง แล้วเข้าถึงความรู้ที่ไม่ผิดพลาดต่อสิ่งที่เป็นการเล่นของแล้วปล่อยของมา ของเหล่านั้นจะกลายเป็นของเล่น
เรามาเรียนรู้เรื่องรอหันกัน แล้วเราจะหันสิ่งที่ไม่ดีเป็นดี หันสิ่งที่ไม่รู้เป็นรู้ หันสิ่งที่ผิดเป็นถูก หันสิ่งที่เป็นแบบล้าสมัยให้มาสู่นำสมัย เรายืนยันว่า เราให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสิ่งเหนือสามัญวิสัยเชิงประยุกต์สู่สากล
2 มี.ค. 2026
วิญญาณแท้ต้องสัมพัทธ์ในการสัมผัสและสัมพันธ์
จิตศักดิ์สิทธิ์ต้องมีความศรัทธาที่ถึงพร้อมและตกผลึก
16 ม.ค. 2026
1. ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาท
2. มีศรัทธาจริตอย่างเหมาะสม
3. เกิดปัญญาประดิษฐ์ คือ มีความรู้อย่างแตกฉานในทุกเรื่องของความรู้จนเกิด ปัญญา
23 มี.ค. 2026
