แชร์

สรุปงาน “รายการพบกันทางเงา” เดือนพฤษภาคม 2569 (Part 2)

อัพเดทล่าสุด: 2 มิ.ย. 2026
6 ผู้เข้าชม
สรุปงาน “รายการพบกันทางเงา” เดือนพฤษภาคม 2569 (Part 2)
 
EP.1949 วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569  : คนที่เริ่มจะมีองค์เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทัย เป็นช่วงอันตรายอย่างที่สุด
-เวลาเอามาให้เป็นประโยชน์ ไม่เกิดโทษ  แต่บางคนนอกจากไม่ได้เอาเวลามาทำประโยชน์แล้ว ยังกลับเอาเวลาไปทำให้เกิดโทษ  คือเอาเวลาไปคิดในเรื่องผิดๆ เอาเวลาไปพูดในสิ่งไม่ควรพูด เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ และคิด พูด ทำ ในสิ่งที่เกิดโทษ สิ่งนั้นคือเรื่องที่เราไม่รู้จริง คือเรื่องทางใน
-เรื่องทางใน เขาหลอกๆ ล่อๆ เขามีวิธีการให้เราหลงไหล ทำให้เราประจักษ์ก่อน  พอเราย่ามใจ เจ้ากรรมนายเวรก็จะเข้ามาสอดแทรก  แล้วก็ได้รับความเสียหายเดือดร้อน สรุปแล้วคือถูกเกมกลกรรมจากการมีเทพประจำตัว แต่สมัยนี้ไม่อำนวยให้ได้ศึกษาเรื่องแบบนี้ ก็เลยถูกหลอกกันไป
-รายการพบกันทางเงา จัดมาให้คนได้เข้าใจหลักวิธีการในการปฏิบัติฯต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แบบสะดวก สบาย ง่าย ประหยัด แล้วไม่ติดอุปาทาน คนก็เลยปล่อยปละละเลย
-สหปฏิบัติฯ แนะนำ 3 ส.  สวดมนต์ นั่งสมาธิ สนทนาธรรม คนก็ไม่ค่อยเคร่งครัดในการปฏิบัติ พอไม่เคร่งครัดในการปฏิบัติ อำนาจในความศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เกิดเท่าที่ควร อำนาจของเทพเทวดาก็ไม่เกิดเท่าที่ควร อำนาจในสิ่งลึกลับซับซ้อนทั้งหลายก็ไม่เกิดเท่าที่ควร ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่เกิดอำนาจปาฏิหาริย์  ตีกลับจากเจ้ากรรมนายเวรเป็นเจ้าบุญนายคุณไม่ได้
-คนมีองค์ยังไม่พร้อมจะหลุดพ้นจากอันตราย คนเริ่มมีองค์เขาจะมีการยื้อกัน ฝ่ายเทพที่เป็นกุศล ก็ต้องมีพลังจากเจ้าของชีวิตปฏิบัติให้ถูกต้อง  ฝ่ายเจ้ากรรมนายเวรก็ยื้อกัน ทำให้ไม่มีปาฏิหาริย์เท่าที่ควร
-เมื่อปาฏิหาริย์ไม่มีเท่าที่ควรจะมี มันก็เกิดการเพลี่ยงพล้ำต่อเจ้ากรรมนายเวร  เจ้ากรรมนายเวรก็ฉุกกระชากลากให้ไปลุ่มหลงสายมูบ้าง พิธีกรรมอนไม่จำเป็นในเรื่องไสยศาสตร์  เหมือนทุรชนคนชั่วมาหลอกคนดี ต้องยกสิ่งที่น่าเชื่อถือมาหลอก ยิ่งการหลอกนั้นแนบเนียนเท่าไหร่ คนดีก็มีโอกาสหลงคนชั่วไป เหมือนกับที่ที่ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้กับเทพฝ่ายบริสุทธิ์ ก็เป็นอันว่า คล้อยตามเจ้ากรรมนายเวรไป
-คนที่เพิ่งจะเริ่มมีองค์เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ จึงเป็นช่วงที่อันตรายอย่างที่สุด เพราะเจ้ากรรมนายเวรก็จะมายื้อยุดฉุดกระชาก เหมือนชักกะเย่อกัน ถ้าเจ้าตัวขาดความมีสติ สติคือ ความระลึกได้ เจ้าตัวไม่แสวงหาความรู้ที่ถูกต้องคือ ปัญญา มักจะตกเป็นเหยื่อของเจ้ากันนานยเวร ถูกหลอกชนิดที่เรียกว่า ถูลูถูกัง กว่าจะรู้ตัวก็เสียหายยับเยิน
-สิ่งที่มนุษย์ต้องตั้งสติอยู่บน  (สติปัฏฐาน 4) ลดโอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำต่อมนุษย์และเจ้ากรรมนายเวร
1.กายุนุปัสสนาสติปัฏฐาน   สติอยู่ที่กาย
2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติอยู่ที่อารมณ์ เวทนาคือ อารมณ์
3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  สติอยู่ที่จิต
4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  สติอยู่ที่ธรรมะ
 
EP.1950 วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569  : อารมร์ ฮอร์โมน เคมี / เวทนา ปราณ ราศี คือการสร้างรังสีแห่งพรหม ป้องกันราคีแห่งยมได้
-ศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ก็ก่อเกิดจากสิ่งที่เป็นอารมณ์ เป็นหลักใหญ่ (อารมณ์มาตรฐาน)
-เรามาเรียนรู้พรหมลิขิตใน(ภาคศรัทธา/ภาคปัญญา) (ภาคพฤติกรรม/ภาควิบากกรรม)
-ฮอร์โมนเราก็ดูแลด้วยการกินอาหาร ถ่ายของเสีย ออกกำลังกาย พักผ่อน วิตามินต่างๆ บริหารร่างกายอย่างไรฮอร์โมนถึงจะเป็นปกติ อันนี้ทางพฤติกรรม
-อารมณ์ก็ขึ้นอยู่กับฮอร์โมน  ฮอร์โมนก็ขึ้นอยู่กับเคมี 
-เข้ากรรมฐาน อารมณ์กรรมฐานคือผู้ที่จะสร้างเวทนา เวทนาหมายถึงอารมณ์กรรมฐาน เวทนามี 3 ระดับ คือ 1.สุขเวทนา 2.ทุกขเวทนา 3.อทุกขมสุขเวทนา  ตัวที่จะสร้างราศี รังสีแห่งพรหมก็คือ”อทุกขมสุขเวทนา” จะเป็นตัวประสานเข้ากับ “ปราณ”
-DOSE ยารักษาชีวิต D โดพามีน(Dopamine) / Oออกซิโทซิน (Oxytocin) /              Sเซโรโทนิน (Serotonin)/ Eเอ็นโดรฟิน (Endorphins)
 
EP.1951 วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569  :จริต6 เป็นตัวอารมณ์ที่เป็นมาตรฐานเฉพาะของแต่ละคน มีบทบาทต่อการสร้างรังสีแห่งพรหม
-รังสีแห่งพรหม เกิดจากสารเคมี 7 ชนิด แต่ 7 ชนิดนี้ก็ต้องอาศัยอารมณ์ ฮอร์โมน เคมีเป็นตัวประคับประคองเวทนา ปราณจึงจะเป็นปกติ
-อารมณ์ที่เป็นมาตรฐานของแต่ละคน เรียกว่า “จริต”
1.ราคจริต แปลว่าความกำหนัดหรือความต้องการ มันรุนแรง แล้วไม่มีที่สิ้นสุด อารมณ์อันนี้ถ้าเกิดแก่ใคร คนนั้นจะค่อนข้างเป็นที่ลำบากในการพัฒนาจิตใจ
2.โทสจริต บางคนขี้โกรธ โกรธง่าย โกรธมาก
3.โมหจริต แปลว่าหลง บางคนหลงอะไรไม่รู้ทิศรู้ทางเลย ชนิดที่หลงแบบกู่ไม่กลับ
4.สัทธาจริต บางคนนี่เชื่ออะไรนี่เชื่อแบบชนิดหัวหกก้นขวิด ไม่มียับยั้ง ไม่มีระวังเลย เช่นศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องบุคคล เรื่องอะไรก็สุดแท้แต่ ความศรัทธานั้นรุนแรงมาก ก็เป็นอารมณ์อันหนึ่งนะ
5.พุทธิจริต ค่อนข้างจะเป็นคนที่มีเหตุมีผล อารมณ์ค่อนข้างสุขุม แล้วค่อนข้างจะนิ่ง เมื่อมีอะไรก็ต้องเดี๋ยวพิจารณาก่อนแล้วจึงพูดโพล่งออกไป หรือทำออกไป คิดออกไป อันนี้ค่อนข้างดี คนที่มีพุทธิจริตสูงจะเป็นคนสุขุมรอบคอบ
6.วิตกจริต กังวลไปหมด วิตกไปหมด นั่น นี่ โน่น ระแวงไปหมด
-อารมณ์ที่จะไปสร้างอีก 2 ตัว 2 เรื่องใหญ่ๆ ก็คือ ฮอร์โมน และ เคมี  (เคมีก็คือสารที่ปนอยู่ในฮอร์โมนนั่นแหล่ะ) อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ของแต่ละคนโน้มเอียงไปทางไหน ก็จะให้ผลของอาการต่างๆ (เราต้องคอยปรับ คอยระวัง)
-ถ้าหากอารมณ์กลมกล่อม อารมณ์ ฮอร์โมน เคมีดี เวทนาก็จะปรับตัวอยู่ในระดับกลางๆเป็น “อทุกขมสุขเวทนา” จะสร้างและรับรังสีแห่งพรหมได้
-บางคนสุขเวทนามากไป นิดเดียวก็รู้สึกมีความสุข หรือต้องการความสุขแล้ว /ทุกขเวทนามากไป นิดเดียวก็ทุกข์แล้ว อันนี้มีผลต่อตัวที่5คือ “ปราณ”
-ถ้าเวทนาออกมาจากอารมณ์ ฮอร์โมน เคมีที่พอดีๆ ปราณที่ออกไปจะเป็นออร่า หรือไปเป็นรังสี ไปเป็นราศี รับรังสีแห่งพรหมก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าปราณผิดปกติ  พอออกจากตัวเราไปก็จะเป็นราคีซะส่วนใหญ่ ก็ออกไปประสานกับยมลิขิต อำนาจของพระยมที่ส่งมาตามวิบากกรรมไม่ดีของเรา ก็จะส่งกลับมา
-ราคี ก็มาป่วนปราณ ปราณคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ (แต่ในอภิธรรมมี วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ) ก็กลับมาป่วนเวทนา เวทนาขึ้นๆ ลงๆ ก็ไปป่วนเคมี ไปป่วนฮอร์โมน ไปป่วนอารมณ์ อารมณ์ก็ขึ้นๆลงๆ วิ่งเข้าวิ่งออำ
-สารเคมี 7 ชนิด ได้แก่ โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาบอร์เนต ซัลเฟต คลอไรด์  จะอยู่ใน 1% ของในเซลล์ในร่างกายที่เป็นส่วนไซโตพลาสซึม แต่ละเซลล์ในร่างกายก็จะมีนิวเคลียส ไซโตพลาสซึม ไปรโตพลาสซึม
-ถ้าราคีแห่งยมเข้ามามากๆ เราก็จะเริ่มเจ็บป่วยไข้ อาชีพการงาน ปัญหาคู่ครอง บุตรบริวาร แต่ถ้ารับส่งรังสีแห่งพรหมให้ดีที่สุด ชีวิตเราจะมีความสุข
-“ความรัก” คือความลับ ที่พระพรหมจับใส่ไว้ในตัวมนุษย์ จิตกำกับ วิญญาณกำหนด จิตวิญญาณเกินกำกับ เกินกำหนด พระยมเก็บหมด  (สูตรที่1)
-“ความรัก” คือวิถีทางลัด ที่นำพาไปสู่ฤทธิ์ทางใจ พร้อมทั้ง ธรรมะในภายในจิต
-คนที่มีความรักที่ถูกต้อง จะเป็นทางลัดที่ทำให้เกิดมโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ แล้วทำให้เกิดธรรมะ รู้ธรรมะในภายในจิต ก็คือ โดยปริยายก็จิตตานุภาพ อันนี้เป็นฌานโดยนัยยะ
 
EP.1952 วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 “มาช่วยกันพาเรื่องทั่วไปธรรมดา สามัญวิสัย Common sense ข้ามไปสู่เรื่องเหนือสามัญวิสัย Sixth sense
-ทุกวันที่เราพบกันจะมีคำแปลกๆ ประหลาดๆ หรือบางคนบอกว่าพิลึกกึกกือ เราก็ยอมรับเพราะเราเสนอวิชาการ วิชากรรม
-ตัวพระเอก 7 ตัวยังมาแรงอยู่ สารสื่อ 7 ชนิด ที่เรียกว่าอิเล็คทรอไรด์  ได้แก่ โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาบอร์เนต ซัลเฟต คลอไรด์  /เอามาเป็น DOSE ยารักษาชีวิต ฮอร์โมนก็จะสมบูรณ์ เคมีก็ไม่เป็นพิษ
-DOSE ยารักษาชีวิต  D โดพามีน(Dopamine) สารแห่งความสำเร็จ / Oออกซิโทซิน (Oxytocin)สารแห่งการสร้างความรัก /Sเซโรโทนิน (Serotonin)สารสร้างความสงบ/ Eเอ็นโดรฟิน (Endorphins)สารแห่งการระงับ
- ศักยภาพ เป็นฐานของ ความศักดิ์สิทธิ์  ความศักดิ์สิทธิ์ เป็นบัลลังก์ของ ศักยภาพ
 ครูธวัช คณิตกุล สหปฏิบัติฯ ๖ เมษายน ๒๕๕๕
-อารมณ์ที่มาจากพันธุกรรม มาจากการเกิดอยู่ 6 ชนิดที่รุนแรงมาก เขาเรียกว่า “จริต” บางคนไปดัดจริต แต่เราไปดัดมันไม่ได้เท่าที่ควรหรอก แต่เราต้อง “ฝึกฝืน” ต้องฝึกก่อน เราถึงจะไปฝืนมันได้ แต่ถ้าจะฝืนมันทันทีโดยที่ไม่ฝึก เขาเรียกว่า “ดัดจริต”
     1.ราคจริต: จริตแห่งราคะ ทางกำหนัด เป็นคุณอนันต์และโทษมหันต์
2.โทสจริต: จริตแห่งความโกรธ
3.โมหจริต: จริตแห่งความหลง
4.สัทธาจริต: จริตแห่งความศรัทธา ความเชื่อ
5.พุทธิจริต: จริตแห่งความมีเหตุมีผล
6.วิตกจริต: จริตแห่งความวิตก
 
-อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี คือสูตรของสหปฏิบัติฯ (บรรทัดแรก) ที่จะนำไปสู่ผล คือ เวทนา ปราณ ราศี (บรรทัดที่สอง) ต้องหาคำตอบที่ชัดเจนก่อน ก่อนจะไปต่อ เดี๋ยวจะก้าวผิด
-ทุกอารมณ์ ถ้าเราฝึกฝืนไม่ให้อยู่ในอันตรายเราก็มาใช้ประโยชน์ได้ ราคะจริต ฝึกฝืนอย่างไร โทสะจริต ฝึกฝืนอย่างไร โมหจริต ฝึกฝืนอย่างไร สัทธาจริต ฝึกฝืนอย่างไร พุทธิจริต ฝึกฝืนอย่างไร วิตกจริต ฝึกฝืนอย่างไร 
-ฝึกฝืน ด้วยการรู้เท่าทันในความเป็นจริง  ในสภาพร่างกายเราก่อน คนเราไม่ได้มีจริตเดียวนะ แต่ละคนจะมีหนึ่งเบอร์ใหญ่ของตัวเอง แต่พอเรารู้เท่าทันแล้ว เราก็มาค่อยๆหาความรู้ เช่นว่าเซลล์ในร่างกายเรามันมีสิ่งที่อารมณ์ควบคุม และปรับเปลี่ยนฮอร์โมน
-จริต 6 มันจะควบคุมฮอร์โมน หรือทำร้ายฮอร์โมน บางทีก็ส่งเสริม แล้วแต่สภาวะของมัน ถ้าเราเข้าใจจริต 6 อย่าง แล้วศึกษาคร่าวๆว่า แต่ละเซลล์ในร่างกายก็จะมีนิวเคลียส ไซโตพลาสซึม ไปรโตพลาสซึม ใน 1% จะมีสารเคมีพวกนี้ (สมัยก่อนเขาจะเรียก Ghost หรือผี แต่หมอสมัยนี้ไม่เรียกแล้วว่าผี แต่เขาจะเรียกว่า Black block กล่องดำ ในกล่องนี้จะมีสารเคมี 7 ชนิด ได้แก่ โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาบอร์เนต ซัลเฟต คลอไรด์ เป็นเคมีที่เรืองแสง )
-ตัวเราจะเป็นคนที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขสิ่งที่เป็นฮอร์โมน  และในฮอร์โมนมันจะมีเคมีอยู่ 7 ชนิดนี่แหล่ะ 1% เป็นตัวสำคัญ เราจะบริหารโดยการกินอาหาร การขับถ่ายของเสีย การออกกำลังกายฯลฯ (แต่ในที่นี่เรา lock เอาไว้เฉพาะเรื่องอารมณ์ ในพระพุทธศาสนาก็จริต6 (เราจะพาเข้าไปสู่รังสีแห่งพรหมแล้วนะ จากอารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เพื่อสร้าง เวทนา ปราณ ราศี แล้วเป็นรัศมี  เพื่อไปรับรังสีแห่งพรหม เพื่อเกิดเป็นวิญญาณแท้ขึ้น)
-นามบัตรเรา 9 ช่อง มนุษย์ เทพ ธรรมะ/จิตวิทยา วิญญาณแท้ สากล (วิญญาณแท้จะจะเกิดขึ้นเมื่อเราเอาจิตวิทยาสู่วิญญาณแท้ที่เป็นสากล
-คนที่เกิดรังสีแห่งพรหม แล้วเกิดเป็นราคีแห่งยม เพราะอารมณ์เราไม่ปกติ
 
EP.1953 วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 “ เมื่อธาตุรู้ รู้สิ่งที่เป็นความรู้ 2 ภาค ด้วยเหตุและผล จะส่งให้พฤติกรรมทางนอกเหมาะสม และวิบากกรรมจะไม่บังคับให้ทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้า
-เมื่อธาตุรู้ รู้ในเรื่องสองภาคแล้ว เมื่อรับรู้เข้าไป วิญญาณธาตุ ซึ่งมีอำนาจในการพาสังขารของเราเกิดอาการดีก็ได้ ร้ายก็ได้ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้  ก็จะเกิดการปรับตัวกลมกลืนกันดีแล้วก็จะส่งผลทางพฤติกรรม และวิบากกรรม พูดคิดทำ อย่างเหมาะสมออกมา(เทพมาลงองค์มาเข้าเจ้ามาประทับ เมื่อเรามีความรู้ ก็จะบังคับตัวเองไม่ให้แสดงอาการที่ไม่เหมาะสม)
-ถ้าอธิษฐานจะเป็นคนทรงเจ้า ได้มั้ย ได้ซิ พอถึงเวลานั้นเทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลบันดาลให้แขกเข้ามา เราก็เลือกได้ ว่าจะเข้าทรง หรือเป็นครู มาสเตอร์ โค้ชชิ่ง หรือนักจิตวิทยา หรือผู้ที่มีความรู้อธิบายงานของสังคม มันมีทางเลือก แต่ถ้าคุณมีความรู้ภาคเดียว โอกาสที่คุณจะเลือก ยากมาก เขาก็ทำให้คุณเกิดความ งงงง ก๊งก๊ง หลงๆลืมๆ เมาๆ แขกมาหา คนมาหา ก็พูดออกไป แม่นบ้าง ไม่แม่นบ้าง  สมัยนี้ถ้าไม่แสดงปาฏิหาริย์ ก็ไม่ได้รับคำสรรเสริญและตรงกันข้ามอาจโดนด่า  เราจึงอยากให้ทุกคนทำให้ทันยุกต์ทันสมัย
-สมัยนี้มีแต่คนรุ่นใหม่ ล้วนแต่มีการศึกษา วิชาการต่างๆมากมาย ถ้าไม่มีปรากฏการณ์ที่ชัดเจนจริงๆ ถ้าไปคุยกับเขาเด็กรุ่นใหม่ไม่เอาด้วยหรอก เพราะฉันเป็นนักวิชาการ
-ที่อารัมบทไปยาว เพราะที่ 2-3 วันนี้เราใช้คำที่ขัดกับเรื่องศรัทธาความเชื่อ เพราะใช้คำว่า ฮอร์โมน Doseยารักษาชีวิต แล้วอธิบาย ฯลฯ โดปามีน อ๊อกซีโทซิน เซโรโทนิน เอ็นโดรฟิน
-จริต 6 มีอะไรบ้าง ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต คนแต่ละคนจะมีจริตที่เด่นๆ 1 อย่างหรือ 2 อย่าง คืออารมณ์ที่หลักๆ
-คำว่า “ฝึก” ภาษาชาวบ้านเรียกว่าหักดิบ  “ฝึกฝืน” คือการฝึกตัวเองให้ค่อยๆเป็น  ค่อยๆไป ต่อไปอารมณ์แห่งความกำหนัดก็ดี อารมณ์แห่งความโกรธก็ดี อารมณ์แห่งความหลงก็ดี อารมณ์แห่งศรัทธาก็ดี อารมณ์แห่งพุทธิก็ดี อารมณ์แห่งวิตกก็ดี อารมณ์ก็จะค่อยๆเบาบางลง แล้วก็เป็นกลาง ไม่แรงนัก ไม่อ่อนนัก เพราะฉะนั้น การฝึกฝืนก็คือการพัฒนา ทางนอกเรียก “พัฒนา” ทางในเรียก “ภาวนา”
-วันนี้ขอสักวันหนึ่งอธิบายให้เข้าใจเจตนา อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เมื่อเราฝึกฝืนดีแล้ว เข้าใจดีแล้ว ปฏิบัติต่อมันอย่างถูกต้องดีแล้ว เราก็จะเป็นคนวางตัวได้เหมาะสม และต่อมา เวทนา ซึ่งมี 3 หลัก แต่หลักที่ต้องการจริงๆคือ “อทุกขมสุขเวทนา” คือเวทนาที่ดีที่สุด
-เมื่อเราเข้าถึง อทุกขมสุขเวทนา เราก็จะเกิด “ปราณ”  ก็จะส่งออกไปจากตัวเรา เป็น “ราศี” หรือ “ออร่า” พอราศีดี  ก็จะมีท่ามกลางคือรัศมี ให้เราผิวพรรณดี อารมณ์แจ่มใส สุขภาพร่างกายดี สมองไว กายคล่อง จิตนิ่ง อะไรทำนองนี้แหล่ะ
-เรามีภาคศักยภาพ และภาคศักดิ์สิทธิ์ในตัว อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะมันจะเป็นภัย แต่ถ้าเอามาใช้ คุณจะได้รับชัยชนะของชีวิต
-ขาดรัก 3 วินาทีตาย มีแต่คนสงสัย วินาทีที่1 ไม่รักตัวเอง (ทำอะไรเสียหาย เป็นผลเสียกับตัวเอง)  วินาทีที่2ไม่รักผู้อื่น (ฉันรักจะแย่ที่แท้เปล่า) วินาทีที่3 ไม่มีผู้อื่นรัก ตายเพราะ เมตตา ความรักเป็นพลังปราณ ขับเคลื่อนดวงจิต ทุกขณะจิต ขณะที่1 เกิดขึ้น ขณะที่2ตั้งอยู่ ขณะที่3ดับไป
 
EP.1954 วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 “อารมณ์มาตรฐาน ที่ควบคุมความเป็นตัวตนของเรา เกิดจากจริต 6 ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต”
-อีก 9 วันเป็นวันสำคัญที่สุดระดับโลก องค์การสหประชาติเรียกว่า Buddha Day  UN หยุดทำงาน 1 วันเพื่อระลึกถึงวัน “วิสาขบูชามหาปุณมี” สิ่งที่เราจะได้อานิสงค์จากงานพระพุทธศาสนาคือ "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะ หรือทำบุญด้วยธรรมะ ทำทานด้วยธรรมะ เหนือกว่าการให้ การทำบุญหรือทำทานทุกชนิด
- "อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง
-เราสามารถรับใช้ศาสนาได้ทุกแง่มุม สำหรับเราชาวสหปฏิบัติฯ เราได้ปาวนา อาสา โดยการพยายามศึกษาหาความรู้ ให้เข้าใจถูกต้องให้เห็นเป็นที่ชัดเจนว่า “ธรรมะมีสองภาค” สามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย /ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างรา  แล้วเราจะทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร
-คนที่สร้างความทุกข์ให้ตัวเอง คือคนโง่ คนที่ไปสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นคือคนชั่ว ถ้าสร้างความทุกข์ให้ตัวเองและผู้อื่นด้วยคือ ทั้งโง่และชั่ว เราจะไม่โง่และเราจะไม่ชั่ว
-กมฺมุนา วตฺตตี โลโก  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำกรรมดีคุณก็ได้ดี ทำกรรมชั่วคุณก็ได้ชั่ว คุณทำอย่างไร คุณก็ได้อย่างนั้นแหล่ะ
-ตัวเราเป็นสนาม ขัดเกลา รับรู้เรียนรู้ สิ่งต่างๆได้ทุกอย่างทั้งทางนอกและทางใน /ตัวข้างนอกเป็นอย่างไรส่งกระจกเห็น ตัวข้างในเป็นอย่างไร ส่องกระจกไม่เห็น เอ็กซเรย์ หรือ CT scan ก็ไม่เห็น แต่สิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่มีเครื่องตรวจวัด เราจะต้องตรวจวัดด้วยความรู้คู่ปัญญา
-คำว่าบัญญัติตรายางค์ 2 ชั้นของเรา เพื่อที่จะให้เราภูมิใจว่า อารมณ์ของเราแต่ละคน มีเฉพาะ มีลักษณะเด่นเฉพาะตนๆ อารมณ์ที่เป็นมาตรฐานไม่ใช่ที่มากระทบในบางโอกาส  แต่อารมณ์ที่ควบคุมความเป็นตัวตนของเรา หรือตนในตัวของเราเกิดจาก จริต 6 ชนิด
-วันนี้ฝาก 2 คำ คือ “ฝืน” กับ “ฝึกฝืน”  การฝืนจริตภาษาชาวบ้านเขาเรียกดัดจริต การฝืนจริตมันบอบช้ำและมีผลเสียหายมาก เช่นฝืนจริตของการกำหนัดโดยไม่ฝึกฝืน ฝึกดี แต่ฝืนไม่ดี ฝึกก็คือฝึกหัด ลดความกำหนัดคือความต้องการ ก็ฝึกฝืน
-ถ้าฝืนจะบอบช้ำมาก “กายค้านกาย กายทรมานกาย จิตค้านจิต จิตทรมานจิต ค้านกันไปค้านกันมา ทรมานกันไปทรมานกันมา กลายเป็นกายวิปริต จิตวิปลาส วิญญาณอาฆาต”
-ฝืนอารมณ์ฝืนอย่างไร กับฝึกฝืนอารมณ์โกรธ ดีอย่างไร (ฝืนอารมณ์โกรธเนี่ยมันหักดิบ เสียอย่างไร ฝึกฝืนอารมณ์โกรธมันค่อยเป็นค่อยไป ใช้วิธีบริหารความโกรธ มันดีอย่างไร อันนี้ยกตัวอย่าง  หรือวิตกจริต ถ้าไปฝืนจะเหมือนคนไม่ปกติ สมัยนี้เป็นไบโพล่า ซึมเศร้าฯลฯ
-ต่อม pituitary ทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน เมื่อต่อมนี้แข็งแรง ก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
-การฝึกฝืนจริตทั้ง6 ฝึกไป ฝืนไป ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป  เพื่อผลทั้งสามัญวิสัยและเหนือสามัญวิสัยเพื่อศักยภาพ เพื่อศักดิ์สิทธิ์เราจะทำกันอย่างไร
-ฝึก ดี  แต่ ฝืน ไม่ดี แต่จำเป็นต้องใช้คู่กัน ถ้าใช้ฝืนอย่างเดียวมันบอบช้ำ เราจึงตั้งสมการไว้ว่า “อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี “  บรรทัดแรก   เคมีเป็นพิษก็อันตราย เพราะเราไม่สามรถจะควบคุมความรู้สึกที่เกิดจากเคมีได้  ฮอร์โมนเป็นภัยก็อันตราย เพราะอารมณ์เรากระทบกับฮอร์โมนที่เป็นภัย อารมณเรากระทบเคมีที่เป็นพิษ พอเราฝึกฝืนไปนานๆ โดยเฉพาะฝึกเวทนาในกรรมฐานที่เรียกว่า สมถะ ก่อน นี่เรายังไม่ก้าวไปสู่ สมถะเอายังไง วิปัสนาเอายังไง งดเว้นไว้ก่อน เริ่มที่เวทนา พอเวทนาเราได้ฝึกฝืนจนเป็นอทุกขมสุขเวทนาแล้ว เพื่ออารมณ์ที่เป็นกลาง ไม่สุขไม่ทุกข์ และสิ่งที่เราจะได้ในร่างกายของเราคือ “ปราณ”
-ปราณ พุทธธรรม มีดิน น้ำ ลม ไฟ  ในอภิธรรม มีอากาศธาตุ วิญญาณธาตุ  ก็จะเคลื่อนที่สม่ำเสมอ ก็ไม่ไม่จุก ไปดัน ตรงนั้นตรงนี้  
-ถ้าเราฝึกฝืนเรียนรู้เวทนา เราสามารถทำเวทนาให้เป็นอทุกขมสุขเวทนาได้  เราสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราที่ไม่ดีให้ดีได้ และที่ดีให้ดียิ่งๆขึ้นไป
-ถ้าหากเราฝึกฝืนได้จริงๆ เราสามารถเปลี่ยนวิบากกรรม ทำให้เรื่องศักดิ์สิทธิ์ของเราคงที่ดีขึ้น ศักยภาพก็เก่งขึ้น คนทีฝึกฝืนจนกระทั่งเก่งกล้าสามารถ คุณความดี และฝึกฝืนจนกระทั่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น มีความสุขขึ้น ไม่วิปริตผิดเพี้ยน วิญญาณก็ไม่อาฆาต เพราะมันค้านกันมาค้านกันไป ทรมมานกันไปกันไปทรมานกันมา ก้ำเกินกันมาก้ำเกินกันไป สำนวนพวกนี้มันไม่ได้เข้าใจยาก โอกาสต่อไป ในรายการถามแอนด์ทอล์ค
 
EP.1955 วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เมื่อเกิดมีเวทนา ที่เป็น อทุกขสุขเวทนามากเท่าไหร่ ตัวปราณ ก็จะยิ่งกลมกล่ม จะได้เรียกว่าสมดุล ตัวปราณก็จะสมดุลมากเท่านั้น เมื่อปราณเราอยู่ในลักษณะที่สมดุล ดินไม่แข็งจนเกินไป น้ำไม่เฉอะแฉะหรือแห้งเหือดจนเกินไป ไฟไม่รุนแรงจนเกินไป ไม่อ่อนแรงจนเกินไป ก็จะทำให้อากาศในร่างกายเราเดินตามปกติ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้ ธาตุรู้สึก ธาตุรู้สึกที่ดีก็จะกลั่นสิ่งหนึ่งออกมาในตัวเราก็คือ “ราศี” (สรุปแล้วราศีออกจากปราณนะ ปราณก็ต้องปรุงที่เวทนา และเวทนาที่จะสร้างปราณได้ดีที่สุดคือ “อทุกขมสุขเวทนา”
-อารมณ์เป็นสิ่งที่สร้างอะไรได้มากมาย และเป็นสิ่งที่ทำลายได้มากมายมหาศาล อารมณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจริต 6
-ราคจริต โมหจริต โลภจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต  /จริต6 เป็นอารมณ์มาตรฐานนะไม่พูดถึงที่อารมณ์ที่วูบวาบเข้ามา เรากำลังพูดถึงอารมณ์ในร่างกาย อารมณ์ดีฮอร์โมนก็ดี ฮอร์โมนดีเคมีก็ดี (ตัวขับเคลื่อนคืออารมณ์)
-การฝึกฝืนจริต ไม่หักดิบ หักดิบอันตรายมาก อะไรไม่ถูกเราก็ฝืนไว้ อะไรที่มันดีแล้ว เราก็ปล่อยตามอารมณ์ไป พออารมณ์ที่เราฝึกฝืนดีแล้ว ก็จะควบคุม อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี
-เอาอารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ที่ฝึกดีแล้วไปเข้ากรรมฐาน  แล้วจะได้เข้าถึงการสร้าง “เวทนา”
-เวทนา ภาษาพระคืออารมณ์เหมือนกัน แต่เป็นอารมณ์ที่ต้องปฏิบัติกรรมฐาน ก็จะได้เวทนาเหมือนกัน  เวทนามี 3 อย่าง เวทนาที่เป็นสุข สุขเวทนา /ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา คือเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์  อันนี้ดีที่สุด และก้าวต่อไปสู่ “ปราณ”
-“ปราณ” มีดิน น้ำ ลม ไฟ (นะ มะ พะ ทะ) และในอภิธรรมมี วิญญาณธาตุ และอากาศธาตุ  อากาศคือลมที่เคลื่อนที่ บริหาร ดิน น้ำ ลม ไฟ อันนี้เป็นจินตนาการ แต่ทางวิทยาศาตร์ละเอียดกว่านั้น ดินไม่แข็งเกินไป น้ำไม่แฉะเกินไป ไฟไม่ริบหรี่เกินไป ไม่แรงเกินไป ถ้าปราณกลมกล่อม ก็จะเปล่งออกมาเป็นราศี  หรือออร่าก็ออกมา
-ราศี 1 เกิดจากทางสามัญวิสัย  ออกมาเป็นพลังงาน / อีกราศีหนึ่งออกมาเป็น เหนือสามัญวิสัย เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา สิ่งลึกลับซับซ้อนซ่อนเร้นปิดบังอำพราง เพราะในตัวเรามีทั้งเรื่องธรรมดาสามัญ และเรื่องไม่ธรรมดาเหนือสามัญ
-ในตัวในเมื่อมี 2 สิ่งนี้พร้อมแล้ว แล้วทำไมไม่บริหาร ไม่ต้องให้ใครมาบริหารให้เราหรอก เรานี่แหล่ะ รับรู้เรียนรู้ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ แล้วเราบริหารตัวเราเองได้ แล้วบริหารอย่างไร ก็บริหาร “กรรมฐาน” ที่จริงคือ การทำสมาธิกรรมฐานและภาวนา
-สมาธิ จิตตั้งมั่น /กรรมฐาน คือเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใด มาเป็นที่มาตรฐานแล้วก็ทำสิ่งนั้นให้มันชัดเจนขึ้นมา (ฐานของกรรม) โดยเฉพาะกรรมฐาน สมาธิ แล้วก็ภาวนา ออร่าก็จะเกิดขึ้น
-กรรมฐาน มีหลักๆ 2ข้อคือ “สมถะกรรมฐาน” กับ “วิปัสนากรรมฐาน” ก่อนจะไปถึงภาวนา ภาวนาคือพัฒนา เมื่อเราจะทำกรรมฐาน เรามีความรู้สึกนิดว่า อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เราพร้อมมั้ย แล้ว เวทนา ปราณ ราศี จะออกมายังไง ในการที่เราเข้ากรรมฐาน
-กรรมฐานที่เป็นฤทธิ์ ที่ชัดเจนที่สุดคือ “สถมะกรรมฐาน”  สมถะกรรมฐานคืออะไร คือการบริหารจิตให้เป็นหนึ่งเดียว   สมถะกรรมฐานก็จะไปเจริญฌาน   อันดับแรกก็คือ ปฐมฌาน  อันนี้ยังไม่ก้าวถึงตรงนั้นนะ ยังไม่มีเวลา
-สมถะกรรมฐาน ก็มี ฌาน4  ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติถฌาน จตุถฌาน  /ถ้าใครสามารถบริหารสมถะกรรมฐานได้ถึงฌาน ไม่ต้องมาก ฌาน3 ก็มีฤทธิ์มากมายแล้ว แต่พระพุทธศาสนาไม่ให้หยุดลงแค่ สมถะ ให้ก้าวไปสู่ “วิปัสนาญาณ”   ก็คือภาวนา เราก็ก้าวไปสู่ภาวนา4
-ภาวนา 4 กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา ปัญญาภาวนา  เราต้องการที่จะให้ทุกคนสร้างออร่า กลับมาที่ออร่าคือราศี เพื่อประสานกับรังสีแห่งพรหม พระพรหมส่งมาจากไหน เดี๋ยววันหลังมาคุยกัน พระพรหมบนฟากฟ้าอยู่ชั้นไหน เทวดาใส่ชฏาแหลมเปี๊ยบอยู่ชั้นไหน เราจะไปเปรียบเทียบกับชั้นบรรยากาศกับอวกาศ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ช่วยพิจารณา
-เห็นด้วยมั้ยว่าเราจะเข้าสู่การรับรู้เรียนรู้เรื่องธรรมะสองภาค เราก็ต้องรู้เรื่องบรรยากาศ อวกาศ ชั้นบรรยากาศควบคุมด้วยเวลา  (ที่จากพื้นโลกไป 30000 ฟิตที่เครื่องบินบินไปได้) ชั้นอวกาศ ไม่มีกาลเวลา มันขึ้นอยู่กับสภาวะ
-จุดประสงค์ที่พูดในสัปดาห์นี้คือให้ทุกคนเร่งสร้างออร่าเถอะ คือราศี ราศีช่วยให้สุขภาพกายดีสุขภาพจิตดี และวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่วิญญาณอาฆาต เพราะเราจะมีกายที่สมบูรณ์ จิตที่สมบูรณ์ วิญญาณที่สมบูรณ์  กายไม่ค้านกาย จิตไม่ค้านจิต
-คนเป็นกายวิปริต จิตวิปลาส กันมาก เพราะไปฝืนมันอย่างเดียว หรือเรียกว่าดัดจริต  เพราะจริต6 เขากำกับมา เราอย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ให้พยายามฝึกฝืนของเราไปเรื่อยๆ ให้เชี่ยวชาญชำนาญ 
-หนูพุ่มพวง ดวงจันทร์ บอกว่าเดือนหน้าเป็นวันสำคัญของเขาแล้ว 13 มิถุนายน บังเอิญมีรูปของเขาอยู่อันนึงอันเล็กๆ  เขาขออาศัยอยู่ในศาล 1 ดวง เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ว่าจะขอศาลให้อยู่ตามลำพัง แต่ครูบอกว่าไม่ได้ จะต้องอยู่รวมกันทั้งหมด  หนูพุ่มพวงเขาก็บอกว่ามีส่วนร่วมก็แล้วกัน คราวนี้ก็จะหาคนที่มีดวงชะตาที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้รับมอบหมายอัญเชิญรูปของเขาให้เข้าไปอยู่ในศาล สถิตย์ให้เป็นที่พออกพอใจสักทีนึง เขาบอกอยู่ทับกระดาน แต่นี่ทับกระดาษ หนูพร้อมจะให้ล๊อตเตอรี่นะ เราก็บอกว่าเอาแค่มาอยู่ก็พอแล้ว  วันที่ 31 นี้ เราจะเอารูปของเขาอัญเชิญเข้าไปในศาล และมีคิวอาร์โค้ดมีทีมงาน ช่วยๆกันหาข้อมูลใส่เข้าไปในคิวอาร์โค้ด และสหศรัทธาศาล เราก็มีผงกำยาน ก็มาช่วยๆกัน
 
EP.1956 วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 “จริตมีไว้ให้ฝึกฝืน ไม่ใช่มีไว้ให้ฝืน”
-เตรียมคำถามในรายการถามแอนด์ทอล์ค
-คำถามที่1. 9 คำตอบโจทย์ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์  โลภ โกรธ หลง
 / กิเลส ตัณหา อุปาทาน / ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
-คำถามที่2. 4 สิ่งสร้างปาฏิหาริย์ คือ ศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อน     
-คำถามที่3. 2 รอ คือ รอ รู้สึก กับ  รอ รู้   /วิญญาณธาตุ กับ ธาตุรู้
-คำถามที่4. อารมณ์  ฮอร์โมน เคมี / เวทนา ปราณ ราศี  สามารถสร้างรังสีแห่งพรหมและป้องกันราสีแห่งยมได้จริงหรือ
-คำถามที่ 5 อิเล็กทรอไรด์ 9 ชนิด ที่จะเป็นตัวสร้างรังสีแห่งพรหมจริงหรือ สร้างยังไง ได้แก่ โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาบอร์เนต ซัลเฟต คลอไรด์
.....................................................................................................................................................................
-จริต 6 ชนิด เราต้องทำอะไรกับมัน ต้อง “ฝึกฝืน”  คนที่ไม่ฝึกแต่ฝืน เขาเรียก “ดัดจริต” ถ้าจะฝึกฝืนอย่างเป็นวิชาการก็ต้องทำ “สมาธิกรรมฐานภาวนา” แต่ถ้าไม่เป็นวิชาการ ก็คือ ต้องมีสำเหนียก สำนึก เช่นเราเป็นคนนะมีฐานะอย่างนี้ๆๆนะ จะทำอะไรก็อย่าทำให้มันเกินไปนะ อย่าให้น่าเกลียดนะ ไม่ต้องโชว์ว่าฉันเก่งฉันดี ผลงานมันจะบอกเอง แต่ถ้าไปบอกคนอื่นว่าฉันดี คนจีนเขาปิดปากหัวเราะเลย
-จริต อย่าไปฝืนจนผิดธรรมชาติ  อย่างที่เราบอกว่า 27 ตัว ก. คืออาการของกรรมเก็บกด
-วันที่ 31 พฤษภาคม 69 นี้ วันวิสาขบูชา เราจะมุ่งบูรณาการ “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา”
 
EP.1957 วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 “สิ่งที่จะตอบโจทย์ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ตัวแม่บท 9 คำแรกสำคัญที่สุด โลภ โกรธ หลง / กิเลส ตัณหา อุปาทาน/ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  ส่วนใหญ่มาตายตอนตัวที่9 คือ “ใจแคบ”
-อีก 5 วันก็เป็นวันวิสาขบูชามหาปุรณมี ประจำปี พุทธศักราช 2569  เราต้องตั้งจิตตั้งใจตั้งมั่นว่าไม่มีบารมีสิ่งใดที่จะยิ่งใหญ่ไปเท่ากว่าบารมีแห่งพระพุทธศาสนา เมื่อบารมีพุทธศาสนามีความยิ่งใหญ่ ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง เราก็จะได้รับปาฏิหาริย์ บุญบารมีที่เกิดจากความศรัทธา ก็จะทำให้เกิดผลของปาฏิหาริย์ที่ทำให้เราสำเร็จในสิ่งที่ควรจะได้รับมา
ข้อที่ 1.  คือ 9 คำตอบโจทย์ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง  ความเก่งกล้าสามารถกับความมีความศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาเกี่ยวอะไรกับความ  โลภ โกรธ หลง  (ชุดที่1) เกี่ยวอะไรกับศักยภาพและความศักดิ์สิทธิ์  (ชุดที่2) กิเลส ตัณหา อุปาทาน      กิเลส ตัณหา อุปาทาน ไปทำให้สะเทือนศักยภาพและไปทำให้ระคายเคืองศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง (ชุดที่3) ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  ซึ่งเรียกว่า “ปปัญจสัญญา”
ข้อที่ 2. คือ 4 สิ่งสร้างปาฏิหาริย์ ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เผื่อจะเว้นไว้ สร้างปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อน ตกลงว่าอะไรกันแน่ที่จะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับเรา ปาฏิหาริย์แปลว่าตอบโต้ตีกลับ เรื่องศักดิ์สิทธิ์สร้างมั้ย เรื่องอิทธิฤทธิ์ สร้างได้หรือเปล่า ปาฏิหาริย์นะ  เรื่องเทพเทวดาจะสร้างปาฏิหาริย์ให้เรา เราต้องทำยังไงล่ะ เราจะบอกกับเทพองค์ไหนดี เพราะว่าชื่อเทพนั้นมากมายเยอะแยะเหลือเกิน หรือว่า เราจะไปค้นของเก่าที่เป็นของต้นตระกูลเรา เช่น ดาบเก่าๆ อาวุธเก่าๆ ของโบราณที่ลึกลับซับซ้อน ซ่อนเร้นปิดบังอำพราง เอามาสร้างปาฏิหาริย์ สมมุติว่าเราเจอของเก่าชิ้นหนึ่ง นักโบราณคดีบอกว่า อันนี้นี่เป็นพันๆปีล่ะ สมมุตินะ  แล้วเราจะเอาของที่เก่าเป็นพันๆปีเนี่ย ซึ่งเรียกว่า สิ่งลึกลับซับซ้อนเหล่านั้น มาสร้างปาฏิหาริย์ด้วยวิธีใด ของเก่ามันให้ปาฏิหาริย์จริงหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า อ้าว แล้วทำไมเขาจึงไปแสดงหาของดึกดำบรรพ์ที่เป็นไปตามประวัติศาสตร์มาสร้างเรื่อง เรื่องทางทางใน เรื่องศักดิ์สิทธิ์กันเพราะอะไร
ข้อที่ 3. คือ 2 รอ  รอ รู้สึก กับ  รอ  รู้  ใช่วิญญาณธาตุกับธาตุรู้หรือเปล่า ความรู้สึกใช่วิญญาณธาตุมั้ย  รอ รู้ ใช่ธาตุรู้หรือเปล่า แล้วจะทำยังไง เราจะสร้างธาตุรู้ แล้วก็จะส่งให้วิญญาณธาตุ ให้รู้สึกถูกต้องตามที่เรารู้เนี่ย ได้ยังไง
ข้อที่ 4. อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี  / เวทนา ปราณ ราศี  สร้างรังสีแห่งพรหมจริงหรือ พระพรหมมาตามนี้จริงหรือเปล่า ถ้าเรามีอารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ที่สมดุล เวทนา ปราณ ราศี ที่เกิดความลงตัว รังสีหรือ ออร่าของเราเนี่ย จะไปถึงชั้นพรหมได้จริงหรือเปล่า
          เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี้ก็เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่พอสมควร ที่เราจะเอามาคุยกันในวันถามแอนด์ทอล์ค เรื่องของเรื่อ งมันก็มีอยู่ว่า เมื่อไหร่ เมื่อไหร่ ใครก็ได้ที่เกิดความรู้สึก นึกคิดขึ้นมาพอดิบพอดีว่า อ๋อ รอยเชี่อม รอยต่อ รอยประสาน ระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ มันอยู่ตรงนี้นี่เอง ข้างนอกนะ แล้วในตัวเราล่ะ ในตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าสังขาร สังขารแปลว่าร่างกาย ของเรามีสภาพอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ วิญญาณ ความรู้สึก แล้วก็รู้สึกเสียยิ่งกว่ารู้สึกก็ลงไปถึงกระทั่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ก็จะต้องมีสภาพอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้
          เมื่อความรู้สึก กับความรู้ทางวิญญาณประสานกันพอดี ร่างกายเราจะเป็นปกติใช่มั้ย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ มันลงตัวกันพอดีๆ เราก็จะรู้สึกสบายๆ  กำลังไม่สบายอยู่ ก็จะช่วยให้ค่อยๆ ค่อยๆลดความไม่สบายลง ลดความเจ็บปวดลง ลดโรคภัยไข้เจ็บลง
          การเรียนรู้สิ่งที่เป็นปราณในร่างกายเรา ปราณในร่างกายเราเนี่ย ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุเนี่ย จากการเข้ากรรมฐาน ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า“สมถะกรรมฐาน” เพื่อตรวจดูเวทนาของเรา เวทนาก็คือ สุขเวทนามันเป็นยังไง ทุกขเวทนาเป็นเพราะอะไร แล้วพอเรารู้สุขเวทนากับรู้ทุกขเวทนา เราก็มาปรับ ปรับให้มันเกิดเป็น “อทุกขมสุขเวทนา”
ใครก็ได้ที่กำลังเครียด ขึง ตึง หย่อนในอารมณ์ในจิตใจ ให้วางซะให้หมด ทำจิตให้วางว่าง กลับตรงกันข้ามว่า  สิ่งที่เราไม่น่าจะได้รับผลสำเร็จ ไม่น่าจะได้รับผลสำเร็จ ไม่มีทางจะเป็นไปได้ในทางที่เราปารถนา มันกลับจะได้มา แต่ส่วนมากแล้วเราจะไปติดที่ 9 คำแรก คือ ติดโลภ ติดโกรธ ติดหลง ติดกิเลส ติดตัณหา ติดอุปาทาน ติดตัณหา มานะ และใจแคบคือทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ตัวแม่บท 9 คำแรกสำคัญที่สุด

noimageauthor
พรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
#วันไหว้บะจ่างของชาวจีน# #บุญข้าวประดับดินของคนไทยในภาคอิสาน# คุณฐิตาพร พลัง  31  พ.ค.  2568
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแก่นของสองวัฒนธรรม  จีน-ไทยอิสาน #วันไหว้บะจ่างของชาวจีน# #บุญข้าวประดับดินของคนไทยในภาคอิสาน##  โดยเชื่อมโยงกันในมิติของ จิตวิญญาณ ความกตัญญู และการคลี่คลายทุกข์ของผู้ล่วงลับ@@
28 มี.ค. 2026
จิตป่วย ก้ำกึ่ง วิญาณอาฆาต  สุขภาพจิต กำกึ่ง วิญญาณอำนวย - ว่าที่ร้อยตรี ชยุต พลัง  30  ก.ค.  2568
ก่อนอื่น ขอเกริ่นเรื่อง  คำว่า  “ป่วย”   คือ อาการที่ไม่สบายกาย  เกิดจากร่างกายมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน  จึงเป็นธรรมดาที่ร่างกายเกิดป่วยขึ้นมา
21 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy