แชร์

EP.1954   อารมณ์มาตรฐาน  ที่ควบคุมความเป็นตัวตนของเรา เกิดจากจริต 6  ราคจริต  โทสจริต  โมหจริต  สัทธาจริต  พุทธิจริต วิตกจริต (ศ. 22 พ.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 25 พ.ค. 2026
5 ผู้เข้าชม
EP.1954   อารมณ์มาตรฐาน  ที่ควบคุมความเป็นตัวตนของเรา เกิดจากจริต 6  ราคจริต  โทสจริต  โมหจริต  สัทธาจริต  พุทธิจริต วิตกจริต 
การฝึกฝืนอย่างถูกวิธีในจริต 6  ทำให้ชีวิตสมบูรณ์ มีอารมณ์และฮอร์โมนที่สมดุล  มีสุขภาพกายและจิตที่ดี
 
สวัสดีทุกท่าน อีก 9 วัน เป็นวันสำคัญที่สุดระดับโลก องค์การสหประชาชาติ เรียกว่า The Buddha Day องค์การสหประชาชาติ หรือ UN หยุดทำการ 1 วัน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เราเป็นชาวพุทธ ก็ต้องรำลึกถึงความสำคัญในวันวิสาขบูชามหาปุณณมี  สิ่งที่เราจะได้อานิสงส์จากงานพระพุทธศาสนา ก็คือ “สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ”  การให้ธรรมะ หรือทำบุญด้วยธรรมะ ทำทานด้วยธรรมะ เหนือกว่าการให้การทำบุญและทำทานทุกชนิด 
วันนี้เราพบกันทางเงา วันศุกร์ที่ 22 เดือนพฤษภาคม พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย  "อะโมฆัง ทิวสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  แน่นอนที่สุดวันนี้ เราจะไม่ให้มันผ่านไปก่อนที่เราจะเข้านอน ทั้งๆ ที่พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วก็จริง แต่เรายังเหลือ วัน เวลา ตามแบบสากลว่า เที่ยงคืนจึงจะเปลี่ยนวัน แต่คิดว่าก่อนนอน เราก็อธิษฐานถึงความยิ่งใหญ่ และใหญ่ยิ่งจริงๆ ของงานพระพุทธศาสนา ซึ่งเราสามารถที่จะรับใช้พระพุทธศาสนาในทุกแง่มุม ได้ทุกแง่ทุกมุม  
สำหรับเราชาวสหปฏิบัติฯ เราได้ปวารณาอาสาว่า จะรับใช้งานพระพุทธศาสนา โดยจะพยายามศึกษาหาความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้เห็นเป็นที่ชัดเจนว่า ธรรมะมี 2 ภาค คือ ภาคสามัญวิสัย ที่เขาเรียกกันทั่วไปว่า common sense กับเหนือสามัญวิสัย เรียกกันตามภาษาฝรั่ง เขาว่า sixth sense มันมีผลเป็นอย่างไร  ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร แล้วเราจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นในชีวิตเราได้อย่างไร  
ปาฏิหาริย์ แปลว่า ตอบโต้ตีกลับ แน่นอนมนุษย์ทุกคนที่เป็นปุถุชน ก็ต้องการการตอบโต้ตีกลับ ตอบโต้จากอะไร จากความทุกข์ไปเป็นความสุข  ความเจ็บป่วยไข้ไปเป็นหายเจ็บ หายป่วย หายไข้  ความจนไปสู่ความรวย  ความลำบากไปสู่ความสบาย  ความสมหวัง ความผิดหวังไปสู่ความสมหวัง 
สิ่งที่มนุษย์ต้องการ ก็คือ ความสุข สิ่งที่มนุษย์เกลียดที่สุด ก็คือ ความทุกข์  ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ เกลียดทุกข์ และรักสุขด้วยกันทั้งนั้น  คนที่ไปสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น สร้างความทุกข์ให้ตัวเองก็เป็นเรื่องของเขานะ เขาอยากโง่ก็ให้เขาสร้างไป นาย ก. สร้างความทุกข์ให้ตัวเอง ต้องแอบประณามนาย ก.ว่า นาย ก. แกอยากโง่ แกก็จงสร้างความทุกข์ของแกต่อไป แต่ถ้านาย ก.ไปสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นเขานี้สิ เราจะต้องประณามนาย ก. ว่า นาย ก.นั้นทั้งโง่และชั่ว  ไม่ใช่โง่อย่างเดียว ชั่วด้วย 
หันกลับมา เราจะไม่โง่ แล้วเราจะไม่ชั่ว เพราะพุทธศาสนายืนยันไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า "กมฺมุนา วตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  ทำกรรมดี คุณก็ได้ดี  ทำกรรมชั่ว คุณก็ได้ชั่ว  คุณทำอย่างไร คุณก็ได้อย่างนั้นแหละ  อันนี้ก็เป็นสัจธรรม  
ตอนนี้เราก็ยังเกิดความไม่ชัดเจนในสิ่งที่เราทำเกี่ยวกับเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เหนือสามัญวิสัย  อิทธิฤทธิ์  มันเป็นอะไร  มันมีอะไร  สาเหตุอะไรทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์  ปาฏิหาริย์ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  เทพเทวดามีจริงไหม  มีจริงหรือไม่จริง แล้วถ้ามีจริงให้คุณแก่เรา ถ้าเราทำปฏิบัติต่อเทพเทวดาอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ หรือจะให้โทษตลอดไป   เรื่องของลึกลับ  เรื่องสิ่งลึกลับ ให้คุณ ให้โทษเราเพราะอะไร ทำไมเราต้องไปต้องโทษกับสิ่งลึกลับ ของลึกลับ  เราจะศึกษากันต่อไป 
แต่จุดใหญ่ที่สุดที่เราจะศึกษาหาความรู้ และได้ผลเร็วที่สุด แล้วก็ไม่ยาก อยู่ไม่ไกลตัวเรา อยู่ไม่ไกลจากเรา ก็คือ ตัวเรา  ตัวเราจะเป็นสนาม สนามฝึกหัดขัดเกลา รับรู้เรียนรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลาย ได้ทุกอย่าง  ทั้งทางนอก คือ สามัญวิสัย  ทั้งทางใน คือ เหนือสามัญวิสัย  
ตัวเรานี่แหละ มีหัว มีลำตัว มีแขน มีขา สามารถ เราสามารถที่จะศึกษาหาความรู้สิ่งที่เป็นตัวเป็นตนของเรา เป็นตัวข้างนอกเป็นยังไง ส่องกระจกเห็น  เป็นตัวข้างใน ตนข้างใน ตัวข้างนอก  ตนข้างใน ส่องกระจกก็ไม่เห็น ทำอะไรก็ไม่เห็น บางคนบอกว่า ไปเอกซเรย์  เอกซเรย์เขาดูแต่เฉพาะอวัยวะที่มันเป็นปกติ  เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า ไปซีทีสแกน ก็เพียงแค่ตรวจอวัยวะบางอย่าง  ไป MRI ภาษาทั่วไปเขาเรียกว่า ไปเข้าอุโมงค์ เขาตรวจแค่ความผิดปกติของอวัยวะ 
แต่สิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่มี ไม่มีเครื่องตรวจวัด เราจะต้องตรวจวัดด้วยความรู้คู่ปัญญา สิ่งที่เราพูดไปหลายวันก่อน ที่จำเป็นจะต้องเอาภาษาวิชาการ โดยเฉพาะทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ สรีรศาสตร์ วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับร่างกาย แล้วก็จะต้องไปอาศัย psychology คือ จิตวิทยา และวิชาอื่นๆ ที่จำเป็นจะต้องมาประกอบการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เห็นชัดขึ้น  อย่างคำว่า บัญญัติไตรยางค์ 2 ชั้นของเรา เพื่อจะให้เราภูมิใจว่า อารมณ์ของเราแต่ละคน แต่ละคน มีเฉพาะ มีลักษณะเด่น เป็นเฉพาะตน เฉพาะตน 
อารมณ์ เราขอยืนยันว่า อารมณ์ที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรืออารมณ์ที่มากระทบในบางโอกาส แล้วเราก็มีอารมณ์อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น  อันนั้นเป็นเพียงอารมณ์ภายนอกทั่วๆ ไป ไม่ได้มีผลอะไรเท่าไรนัก  แต่อารมณ์ที่ควบคุมความเป็นตัวตนของเรา หรือตนในตัวของเรา มันเกิดจากจริต เกิดจากจริต 6 ชนิด 
จริต  6 ในพระอภิธรรม ก็มี 1. ราคจริต เกี่ยวกับความกำหนัด ความกำหนัด ก็คือ ความต้องการนั่นแหละ  แต่เป็นภาษาที่โบราณจะถือว่า รุนแรงเหลือเกิน  2. โทสจริต อารมณ์ขี้โกรธ คนบางคนมีอารมณ์ขี้โกรธสูงมาก 3. โมหจริต  คนมีอารมณ์ลุ่มหลงไม่รู้ทิศรู้ทางเลย โดยเฉพาะทางใน ถ้าเกิดโมหจริตขึ้นมาแล้ว มันต้องใช้ภาษาวัยรุ่นเขาสักนิดนึง ขออภัย เขาเรียกว่า ดูไม่จืดเลย โมหจริต  แล้วยังมี 4. สัทธาจริต ศรัทธากันหัวทิ่มหัวตำเลย ศรัทธาชนิดว่า กู่ไม่กลับ ถึงไหนถึงกันเลย ว่าอย่างนั้นเถอะ ตายเป็นตาย ยอมตายก็มี  
อันที่ 5 พุทธิจริต อันนี้จริตที่ดี มีเหตุ มีผล และอันที่ 6 วิตกจริต เที่ยงคืนก็แล้ว ตี 1 ก็แล้ว  ตี 2 ตี 3  จวนจะตี 5 อยู่แล้ว เขาจะตื่นกันแล้ว ยังวิตกทุกข์ร้อนนอนไม่หลับกันก็เยอะ ตื่นขึ้นมากลางดึก พวกวิตกจริตก็จะเกิดความเครียด เครียดขึงตึงไปหมด นอนไม่หลับ  
เราจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ วันนี้มีคำ 2 คำที่ฝากให้ช่วยกันคิด ก็คือ ฝืน กับฝึกฝืน  ส่วนมากคนก็จะฝืน การฝืนจริต ถ้าภาษาชาวบ้าน ก็ยังไม่ถึงขั้นนะเขาเรียก ดัดจริต แต่อันนี้ขอใช้คำว่า ฝืนจริต  
การฝืนจริต มันบอบช้ำ และมันมีผลเสียหายมาก เช่น ฝืนจริตของความกำหนัด โดยไม่ฝึกฝืน ฝึกมันดี แต่ฝืนอันนี้ไม่ดี ฝึก ก็คือ ฝึกหัด  ลด  ลดอะไร ลดความกำหนัด ความกำหนัด คือ ความต้องการ  ส่วนใหญ่จะมีความหมายถึงความต้องการในเรื่องของกามคุณ ก็ฝึกฝืน ฝืนก็ทำให้เกิดบอบช้ำ บอบช้ำอย่างไร บอกช้ำทั้งทางนอก บอกช้ำทั้งทางใน ที่เราบอกว่า กายค้านกาย จิตค้านจิต กายค้านจิต จิตค้านกาย  กายทรมานจิต จิตทรมานกาย  ค้านกันไปค้านกันมา วิญญาณอาฆาต ที่เราบอก ที่เคยพูด 
ฝืน ฝืนอารมณ์โกรธ ฝืนยังไง กับฝึกฝืนอารมณ์โกรธ ดีอย่างไร  ฝืนอารมณ์โกรธ มันหักดิบ เสียอย่างไร  ฝึกฝืนอารมณ์โกรธ มันค่อยเป็นค่อยไป  ใช้วิธีบริหารความโกรธ มันดีอย่างไร โทสจริต   โมหจริต หักดิบความหลง ความลุ่มหลง มันกระทบกระเทือน มันบอบช้ำ ทำยังไงจะฝึกฝืนโมหะ  ความลุ่มหลง ทำอย่างไรจะฝึกฝืนสัทธาจริตว่า จะเชื่ออะไร จะศรัทธาอะไร หาเหตุผลสักหน่อย   พิจารณาความเหมาะสมสักหน่อยเถอะ อย่าดุ่ย ดุ่ย ดุ่ย เอาแต่ศรัทธา ถ้าไปฝืนศรัทธาอย่างเดียว  ความรู้สึกศรัทธามันบอบช้ำ  แต่ถ้าฝึก ฝึกฝืนให้รู้จักศรัทธาก่อน แล้วค่อยศรัทธา 
อย่างสมมติว่า  เราศรัทธาของศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่ทันไรเลย เราก็ดูจากรายการสื่อทั้งหลาย แล้วเราก็บอกเราศรัทธา แล้วบังเอิญมีคนมาเสนอขายให้เราในราคาแพงมาก เราก็รีบซื้อไว้เลย คนขายก็หัวเราะล่ากลับบ้านไป กำไรมากมาย  การฝึกฝืนสัทธาจริต มันฝึกยังไง  ฝืนไม่ดี บอบช้ำ  พุทธิจริต แทบจะไม่ต้องไปไปฝึกฝืนอะไร เพราะพุทธิจริต มีเหตุ มีผล  แล้วก็วิตกจริต คนวิตกจะมีเหมือนคนลักษณะ ถ้าไปฝืนเข้านะ มันเหมือนกับว่า ไปหักดิบความวิตก มันก็จะเหมือนลักษณะครึ่งๆ กลางๆ เหมือนคนบ้าๆ บอๆ ไม่ค่อยปกติ อันนี้สมัยนี้เขาเรียกว่า อารมณ์ 2 ขั้ว Bipolar แล้วก็ซึมเศร้า depress อะไรอย่างนี้ 
เพราะฉะนั้น จริตทั้ง 6 เราลองมาฝึกกันก่อน อย่าฝืน  เราจะฝึกอย่างไร ก็มาดูที่ว่า พอเราฝึกแล้วอารมณ์มาตรฐาน มันจะสร้างฮอร์โมนให้มาตรฐาน ต่อมพิทูอิทารี  ต่อมพิทูอิทารีก็คือ ต่อมที่มันควบคุมการทำงานของฮอร์โมนให้เป็นปกติ ต่อมพิทูอิทารีมันก็จะค่อยๆ มีพลัง มีกำลังมากขึ้นในการควบคุมฮอร์โมนทั้งหลายในร่างกาย  สุขภาพเราก็จะดี  สุขภาพจิตก็สบาย 
พอเราฝึกฝืนอย่างถูกวิธีในจริตทั้ง 6  ราคะ โทสะ โมหะ สัทธา พุทธิ วิตก จริต 6 ซึ่งเป็นอารมณ์หลักในชีวิตคน ทุกอย่างมันก็จะมีวิธีฝึกของมันไป ฝึกไป ฝืนไป   ฝึกไป ฝืนไป  ไม่ใช่อยู่ๆ  ก็ฝืนเลย เขาเรียกว่า หักดิบ ก็อันตราย  ถ้าไม่ผ่านก็อันตราย ผ่านก็ผ่านยาก  
เพราะฉะนั้น วิธีฝึกฝืนจริตทั้ง 6 เพื่อผลของสามัญวิสัย และเหนือสามารถวิสัย เพื่อศักยภาพ เพื่อศักดิ์สิทธิ์ เราจะทำกันอย่างไร ต้องใช้เวลาในการคุยกัน  ฝึกฝืน ฝึกดี แต่ฝืนไม่ดี แต่ก็จำเป็นต้องใช้คู่กัน คือ ฝึกฝืน  ถ้าเราฝืนอย่างเดียว นอกจากไม่สำเร็จแล้ว มันบอบช้ำด้วย เราจะทำอย่างไร  เราจึงตั้งสมการไว้ว่า อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี บรรทัดหนึ่ง เคมีเป็นพิษก็อันตราย เพราะอารมณ์เราไม่สามารถควบคุมความรู้สึกที่เกิดจากเคมีได้ ฮอร์โมนเป็นภัยก็อันตราย เพราะอารมณ์เรากระทบฮอร์โมนที่เป็นภัย อารมณ์เรากระทบเคมีที่เป็นพิษ 
พอเราฝึกฝืนไปนานๆ โดยเฉพาะฝึกเวทนาในกรรมฐานที่เรียกว่า สมถะก่อน อันนี้เรายังจะไม่ก้าวไปถึงสมถะว่ายังไง วิปัสสนาเอายังไง อันนี้จะงดเว้นไว้ก่อน เรียกว่า เริ่มที่เวทนา พอเวทนาของเราได้รับการฝึกฝืน จนเป็นอทุกขมสุขเวทนาแล้ว คือ อารมณ์ที่เป็นกลาง  เวทนาสุข บางคนบอกก็ดีนะสิ สุข มันไม่คงที่ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน  เวทนาทุกข์ บอกว่าฉันยอม ฉันยอมอยู่ในเวทนาทุกข์ มันไม่ใช่ เดี๋ยวมันก็หาย หายทุกข์  ทั้งสุขเวทนาก็ไม่ดี ทุกขเวทนาก็ไม่ดี ทำอย่างไรเราจะฝึกฝืนตัวเราให้อยู่ระหว่างกลาง คือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ภาษาพระเขาเรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา 
พอเราได้อทุกขมสุขเวทนาระดับไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่เราจะได้ในร่างกายของเรา ก็คือ ปราณ  ปราณก็บอกแล้วว่า ในพุทธธรรมมี 4 ในพุทธธรรมบอกว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ นะ มะ พะ ทะ แต่ในอภิธรรมมี 6  ดิน น้ำ ลมไฟ  อากาศธาตุ กับวิญญาณธาตุ  วิญญาณธาตุของเราก็จะเริ่มมีความรู้สึกที่ถูกต้องขึ้น อากาศ คือ ลมที่เคลื่อนที่ ก็จะเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ไปจุกตรงนั้น ไปแน่นตรงนี้  ไปตูมตรงนั้น ไปดันตรงนี้ อะไรอย่างนี้  มันทำให้เกิดเจ็บป่วยในร่างกาย พูดกันง่ายๆ  อันนี้มันป่วยทางในนะ  ป่วยทางนอกด้วย 
เพราะฉะนั้น ถ้าเราฝึกฝืนเรียนรู้เวทนา  แล้วสามารถทำเวทนาให้เป็นอทุกขมสุขเวทนาได้ เราสามารถจะพิชิต เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราที่ไม่ดีให้ดีขึ้น  ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป  ถ้าหากเราฝึกฝืนได้จริงๆ เราสามารถเปลี่ยนวิบากกรรม คือ ผลกรรมที่ได้ทำไว้ ซึ่งอันนี้ก็ต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ที่ค่อนข้างจะละเอียดลออสักนิดนึง ทำให้เรื่องศักดิ์สิทธิ์ของเราคงที่ ดีขึ้น  เมื่อศักดิ์สิทธิ์คงที่ดีขึ้น ศักยภาพทางนอกก็เก่งขึ้น เพราะศักยภาพ คือ ความเก่ง กล้า สามารถ และคุณความดี 
คนที่ฝึกฝืนจนกระทั่งศักยภาพ เก่ง กล้า สามารถ และมีคุณความดี  คนที่ฝึกฝืนจนกระทั่งเกิดความศักดิ์สิทธิ์  เก่ง กล้า สามารถในทางใน แล้วก็มีคุณความดีจากทางในมาช่วยด้วย  ก็จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น เป็นปกติมากขึ้น ไม่ต้องวุ่นวายกับอำนาจต่างๆ ที่มาตกกระทบ ที่มาทำให้ชีวิตเราวิปริตผิดเพี้ยนไป วิญญาณก็เลิกอาฆาต 
อย่างที่เราบอกว่า กายค้านกาย กายทรมานกาย  จิตค้านจิต จิตทรมานจิต  จิตมาค้านกาย กายมาค้านจิต  กายค้านจิต จิตค้านกาย  ค้านกันไป ค้านกันมา  ค้านกันมา ค้านกันไป  ทรมานกันไป ทรมานกันมา  ทรมานกันมา ทรมานกันไป  ก้ำเกินกันไป ก้ำเกินกันมา  ก้ำเกินกันมา ก้ำเกินกันไป กลายเป็นกายวิปริต จิตวิปลาส และวิญญาณอาฆาต ที่จริงสำนวนหล่านี้ไม่ได้มีอะไรยาก มากมายเลย แต่คนไปเห็นเป็นเรื่องว่า เข้าใจยาก ขอเรียนว่า ไม่ยาก 
เอาล่ะ อะไรที่เราเสนอไป แล้วมันเข้าใจยาก เราก็มาทำความเข้าใจกันให้ง่ายขึ้น ในโอกาสที่เราได้พบกันในรายการ “ถามแอนด์ทอล์ค” ทอล์คก็แปลว่า บอก บอกกล่าวเล่าแจ้ง ถามก็ถามได้  ทอล์คก็ทอล์คได้  ทอล์คเป็นภาษาฝรั่ง ถามเป็นภาษาไทย เอาง่ายๆ ละกัน  ก็ขอเอาวันที่เราพบกันในรายการถามแอนด์ทอล์คมาชี้แจง ในสิ่งที่คุยกันในรายการพบกันทางเงา 
วันนี้ขอใช้เวลาในการอัญเชิญอำนาจคุณพระศรีพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทั่วสากลโลก สากลพิภพ มาอำนวยอวยพรให้กับอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ หรืออาจารย์โอ๊ต เนื่องในวันเป็นมงคล เนื่องจากคล้ายเป็นวันเกิด  ขอให้มีความสุขความเจริญ  สุขสันต์วันเกิดแด่อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์   ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ารายการในวันนี้ แล้วก็ทุกคนที่ทนฟัง  เดี๋ยวมาฟังเพลง แล้วก็สวดมนต์ สวดพรกัน
เพลงที่จบลงไปเป็นเพลงที่เรียกว่า เป็นเพลงที่มีความเป็นอมตะ อมตะยังไง ก็ขนาดทำนอง ผู้ให้ทำนอง คือ อาจารย์จิราวุฒิ กาญจนะผลิน เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการระดับชาติ ผู้ขับร้องก็มีชื่อเสียงมากในระดับชาติ คือ คุณวีระ บำรุงศรี  เพลง กฎแห่งกรรม  คำร้อง ชื่อ ธวัช คณิตกุล อันนี้ไม่มีชื่อเสียง  เรียบเรียงคำร้องโดย หลง 2784  คนนี้น่าจะมีชื่อเสียง  จังหวะเพราะ   ทำนองอาจารย์จิราวุฒิ กาญจนะผลิน ขับร้องโดย คุณวีระ บำรุงศรี 
เนื้อร้องมีสร้อยหมู่  กฎแห่งกรรม เป็นสร้อยหมู่ “กฎแห่งกรรม กรรมนั้นหรือคือ วิบากกรรม  วิบากกรรม คือ ผลกรรมที่ได้กระทำไว้  กฎเกินเกณฑ์ เกณฑ์เกินกฎ  เกณฑ์เกินกรรม กรรมเกินเกณฑ์   กรรมเกินกฎ  กฎเกินกรรม  กฎเกณฑ์กรรมเกินกำกับ กรรมเก็บกด   27 ตัว ก ขอจงจำไว้  ใส่ใจใฝ่เรียนรู้กฎแห่งกรรม พ้นความชอกช้ำระกำ รู้เท่าทันกรรม น้อมนำสุขเอย” 
เพลงนี้เป็นอมตะ มีความเป็นอมตะสูงมากถ้าใครเข้าใจ  27 ตัว ก นี่แหละคือ การฝึกฝืน  ถ้าฝืนเฉยๆ ก็เป็นกฎเกินเกณฑ์ เกณฑ์เกินกฎ  เกณฑ์เกินกรรม กรรมเกินเกณฑ์   กรรมเกินกฎ  กฎเกินกรรม  กฎเกณฑ์กรรมเกินกำกับ กรรมเก็บกด  ค่อยๆ ทำความเข้าใจจนกว่าถึงบางอ้อ  อ๋อ มันอย่างนี้เอง เราก็หลงเข้าใจว่ามันยาก 
ตอนนี้มาถึงผลงานของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ 1953 ตัวโปรยแน่นเปี๊ยะเลยเชียว สปฏิบัติฯ ขอยืนยันวัตถุประสงค์ว่า เมื่อธาตุรู้รู้สิ่งที่เป็นความรู้ 2 ภาค ทั้งภาคสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัยด้วยเหตุและผล จะส่งให้พฤติกรรมทางนอกเหมาะสม และวิบากกรรมจะไม่บังคับให้ทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้า เดี๋ยวคนทรงเจ้าโมโห บอกฉันเป็นคนทรงเจ้ามันเสียหายตรงไหน ไม่เสียหาย ด้วยความเคารพ ท่านเป็นบุคคลมีที่หาได้ยาก เขาเรียกว่า ผู้ถูกเลือก ภาษาฝรั่งเรียกว่า Light Worker ฝรั่งเขายกย่องนะ เป็นคนทรงเจ้า 
ตอนนี้เราเลือกที่จะเป็นครู หรือเป็นมาสเตอร์ ทำไมเสียหายตรงไหน ไม่เสียหาย แต่หมายความว่า สังคมของเราบางที่ บางมุม ของสังคมบ้านเรา มันเกิดการดูถูกกัน ดูถูกดูแคลนกันว่า  นี่คนทรงเจ้า นอกจากคนทรงเจ้าคนนั้นจะมีอิทธิฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ ก็ฮือฮา ฟู่ฟ่ากันอยู่พักเดียวแล้วก็หายไป อะไรอย่างนี้   แต่ถ้ามีความรู้ภาคเดียว ไม่มีทิศทางให้กับเทพประจำชีวิตของเรา ทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย 
อันนี้ทวนอีกครั้งนึง 1953  สหปฏิบัติฯ ขอยืนยันวัตถุประสงค์ว่า เมื่อธาตุรู้รู้สิ่งที่เป็นความรู้ 2 ภาค ทั้งภาคสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัยด้วยเหตุและผล จะส่งให้พฤติกรรมภายนอกเหมาะสมและวิบากกรรมจะไม่บังคับให้ทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้า หรือเจ้าเข้าทรง  เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ คนบางคนกลัวมาก แล้วก็บางคนดูถูกดูแคลน  มีคนดูถูกดูแคลนคนทรงเจ้ากันเยอะ  นอกจากลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดแล้วก็เคารพนับถือกันมาก  เราเลือกที่จะเป็นครู หรือเป็นมาสเตอร์ Light Worker ผู้ถูกเลือก  แต่ถ้ามีความรู้ภาคเดียว ไม่มีทิศทางให้กับเทพประจำชีวิตของเรา ทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย คือ เรามีทางเลือก พูดกันง่ายๆ  จะเป็นคนทรงเจ้าก็ได้ จะเป็นมาสเตอร์  คือ เป็นครู  เป็นกูรูแปลว่า ปรมาจารย์ก็ได้  แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทำหน้าที่ ก็ขอขอบคุณคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ 
อันนี้ก็มาเข้าสู่การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าลืมนะ อีก 9 วันเป็นวันมหามงคลอย่างยิ่ง ของเราชาวโลก ไม่ใช่ชาวไทยอย่างเดียว พุทธศาสนามีผู้นับถือมากมาย
 
ศ. 22 พ.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1901   เราจะต่อสู้กับสงครามได้ด้วยความคิดอย่างไร (จ. 23 มี.ค. 2569)
เราจะต่อสู้กับสงครามได้ด้วยความคิดอย่างไร  ไม่ให้พลาดพลั้งเรื่องทางใน สำหรับผู้ถูกเลือก (Light worker)  มี 3 ชุด 9 คำอุบาทว์  ที่ทำให้บาดหมางชีวิตเรา  สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ปปัญจสัญญาตัวสุดท้าย ตัวที่ 9 คือ “ใจแคบ” เพราะผู้ถูกเลือกจะต้องเป็นคน “ใจกว้าง”
27 มี.ค. 2026
EP. 1842   คลื่นพลังสอดแทรก เรามีพลังเหนือพลังบางอย่าง ที่ทั้งจะมากลั่นแกล้งเราให้เราผิด ให้เราพลาด ให้เราพลั้ง และมีพลังเหนือพลังที่จะมาเพิ่ม มาเติม มาต่อสิ่งที่ดีๆ ให้กับเรา  พลังเหนือพลังก็คือ คลื่นสอดแทรก มีทั้งคลื่นที่ดี และมีทั้งคลื่นที่ร้ายเข้ามาสอ
คลื่นพลังสอดแทรก เรามีพลังเหนือพลังบางอย่าง ที่ทั้งจะมากลั่นแกล้งเราให้เราผิด ให้เราพลาด ให้เราพลั้ง และมีพลังเหนือพลังที่จะมาเพิ่ม มาเติม มาต่อสิ่งที่ดีๆ ให้กับเรา  พลังเหนือพลังก็คือ คลื่นสอดแทรก มีทั้งคลื่นที่ดี และมีทั้งคลื่นที่ร้ายเข้ามาสอดแทรก
10 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy