แชร์

EP.1925  อย่ามองข้ามความรู้เล็กๆ น้อยๆ  จะเป็นประโยชน์แก่วิญญาณธาตุ (ส. 18 เม.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 25 เม.ย. 2026
8 ผู้เข้าชม
EP.1925  อย่ามองข้ามความรู้เล็กๆ น้อยๆ  จะเป็นประโยชน์แก่วิญญาณธาตุ เมื่อวิญญาณธาตุได้รับความรู้จากธาตุรู้ ธาตุรู้จะไม่รู้ ธาตุรู้จะไปรู้ได้อย่างไร ถ้าเจ้าของชีวิตไม่ยอมสดับรับฟัง หรือรับพิจารณาความรู้อันแยบยลและแยบคายผ่านเข้าไปให้ธาตุรู้ ให้ธาตุรู้ได้รับรู้ แล้วธาตุรู้ก็ส่งต่อวิญญาณธาตุต่อไป
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เราพบกันวันเสาร์ที่ 18  ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย พุทธศักราช 2569 และ 2026 คือ ศริสต์ศักราช  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พหุเกนะ วา” เราจะใช้วันเวลาในวันนี้ให้เป็นประโยชน์  ประโยชน์ที่เราพูดอาจจะเป็นการพูดซ้ำๆ แล้วก็นำเอาเรื่องเก่าๆ  แต่ว่าเป็นการสะดุดใจ พอสะดุดใจบ่อยๆ เข้า มันก็ไปสะดุดจิต ใจ จิต  นานๆ เข้า ก็ไปสะดุดมโน แล้วก็ไปสะดุดวิญญาณ 
ใจ จิต มโน วิญญาณ ถึงพจนานุกรมจะบอกว่า ความหมายเดียวกัน มันก็มีความตื้นลึกหนาบางอยู่ในคำของมัน อาทิเช่นคำว่า นิยมพูดว่า มโนมยิทธิ มโนมยิทธิคือ ฤทธิ์ทางใจ  ไม่มีใครนิยมพูดว่า ใจมยิทธิอะไรอย่างนี้ 
เพราะฉะนั้นอะไรที่เราฟังบ่อยๆ หรือพูดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ เรียกว่า มยะ ซ้ำๆ ซ้ำๆ มันก็จะเกิดการฝังลึกลงไป อย่างจิตวิทยาสากลเขาก็บอกว่า มีจิตนอกสำนึก แล้วก็จิตสำนึก จิตกึ่งสำนึก จิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกเจ้าตัวการสำคัญ แล้วก็ยังมีจิตไร้สำนึกลงไปอีก อันนี้ทำให้คนที่ค่อนข้างจะมีความรู้สึกรำคาญอะไรง่ายๆ ก็จะเบื่อหนายว่า จะใช้พูดอะไรกันนักหนา แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในกิจการอะไร ในเรื่องใดก็แล้วแต่  เขาเรียกผู้นั้นว่า ผู้ชำนาญการ ผู้ชำนาญการย่อมประสบความสำเร็จในการทำงานนั้นๆ 
ถ้าตราบใดที่ทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ยังไม่ถึงขั้นผู้ชำนาญการ ความสำเร็จยังไม่เกิดหรอก ถึงจะเกิดความสำเร็จก็เป็นความสำเร็จที่อันตราย คลอนแคลน ง่อนแง่น ไม่มั่นคง เรียกว่า มันไม่ได้ฝังรากลึก โดยเฉพาะเรื่องจิต  เรื่องจิตศักดิ์สิทธิ์  เรื่องของอิทธิฤทธิ์  เรื่องปาฏิหาริย์  มันเลื่อนลอย ฟังดูแล้วมันเลื่อนลอย  ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ก็รู้แต่ว่าศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์ก็รู้ว่าเป็นเรื่องฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ก็รู้ว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ตอบโต้ตีกลับ เทพเทวดา รู้กันมาตั้งนานแล้วว่า มีเทพเทวดา ท่านก็อยู่บนสวรรค์ของท่าน มนุษย์ก็อยู่บนพื้นดินไป ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกันเลย 
ที่จริงๆ แล้วเกี่ยวกันทุกขั้นตอน ตั้งแต่มนุษย์เริ่มจุติเกิดในท้องแม่ ก็ต้องมีเทวดาพามาจุติ  เสร็จแล้วพอเกิดขึ้นมาแล้วเจอโลกวิทยาศาสตร์  เจอโลกก้าวหน้า  เจอสังคมยุคใหม่  เจอสังคมโลกที่เป็นไฮเทคนิค คนส่วนใหญ่ก็เลยลืมหรือเลือนราง หรือไม่ใส่ใจเทวดาว่า มีฐานะว่าอย่างไร ทั้งๆ ที่เทวดามีบทบาทกับเราทุกขั้นตอน ตั้งแต่เกิดยันตาย เทวดาที่พามาเกิดก็คือ จุติเทพ  เทวดาที่พาวิญญาณเราออกจากร่าง เขาเรียกว่า ยมทูต ที่เรียกกันภาษาว่า ยมบาลนั่นแหล่ะ ก็เป็นเทวดาฝ่ายเอามนุษย์ออกจากร่าง แล้วไปเกิดใหม่ตามบุญตามบาปที่ตัวเองทำมา 
ถ้าเรารู้จัดเทวดาสักนิด ชีวิตเราน่าจะปลอดภัยกว่าที่ไม่รู้จัก ตรงกันข้าม คนที่รู้จักเทวดา หรือเรื่องศักดิ์สิทธิ์สักนิด ชีวิตจะปลอดภัยกว่าที่ไม่รู้จัก ตรงกันข้ามเลย อันตรายที่สุด อย่าว่าแต่ปลอดภัยเลย ผู้ที่หลงฐานะของเทวดา และเรื่องศักดิ์สิทธิ์ หลงชนิดที่ว่า ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ออกรู้ตก ตะพึดตะพือ ลุ่มหลงไปลูกเดียว แล้วก็มาเที่ยวโชว์โง่ ว่าเทวดาเป็นอย่างนั้นศักดิ์สิทธิ์ เป็นอย่างนั้นอิทธิฤทธิ์ เป็นอย่างนั้นปาฏิหาริย์ เป็นอย่างโน้น เรื่องลึกลับฉันรู้มามากมาย ลึกลับจนไม่รู้จะลึกลับยังไง  ผลที่สุดลับไปลับมา หายไปเลย ไม่รู้คือ หายไป 
เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ อย่าเบื่อ จะรับรู้อะไร จะทำอะไร มันต้องย้ำๆ ย้ำๆ ซ้ำๆ ซ้ำๆ  อย่างในภาษาคาถาไหว้ครู ก็บอกว่า ปัญญาวุฒิกเร เต เต   ปัญญาวุฒิกเร เต เต ก็คือ ปัญญาที่เกิดซ้ำซาก ซ้ำๆ ซ้ำๆ  วุฒิกเร เต เต ก็คือ เกิดขึ้นมาตามวุฒิของปัญญา แล้วก็ซ้ำๆ ซ้ำๆ จึงจะกลายเป็น ปัญญาระดับครู ปัญญาวุฒิกเร เต เต 
ทีนี้คนสมัยใหม่รีบร้อนรีบด่วนไปหมด  ขออภัยที่เรื่องฟาส์ตฟู้ดออกใหม่ๆ คนพูดก็ขำว่า มันจะยังไงกัน ฟาส์ตฟู้ดแปลว่าอะไรกันดี ก็ให้โชคดีที่หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาให้คำจำกัดความฟาส์ตฟู้ดว่า แดกด่วน เราก็ยังพูดทีเล่นทีจริงว่า นี่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่มีฐานะทางสังคมอย่างท่านหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ มาให้คำแปลคำว่า ฟาส์ตฟู้ดแปลว่า แดกด่วน ก็คงจะไม่มีใครยอมรับ หรือยอมรับก็อาจจะไม่แน่ใจ 
ขณะเดียวกันทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเป็นคนสมัยก่อนพูดคำว่า แดก ซึ่งมันก็เป็นความหมายเดียวกับคำว่า กิน หรือรับประทาน หรือรับอาหาร อะไรอย่างนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่เสียหายอย่างหนักมาก ถ้าคนสมัยใหม่กลับบอกว่า ฟาส์ตฟู้ดคือคำว่า แดกด่วน ไม่ได้มีความรู้สึกว่า มันหยาบคาย มันไม่สุภาพ อันนี้ก็ขอเปรียบเทียบเท่านั้นนะ 
ตอนนี้มาสองวันนี้คนพูดย้ำมากไป ก็มีคนมาสะกิดถามนั่นแหละว่า สอนธรรมะอย่าใช้คำว่า  โชว์โง่ได้ไหม  สะอึกเลยเรา โชว์โง่  แล้วอะไรอีกล่ะ เขาบอกว่าคำว่า เฮงซวย ไม่ควรพูด คนจีนเขาถือ  แล้วกัน เฮงมันแปลว่า ดี  ถ้าคุณดีไม่ได้ คุณทำให้ดีไม่ได้ คุณไม่รู้จักว่ายังไงจึงดี ยังไงจึงเฮง  คนจีนเขาก็มีวิธีที่จะบริภาษว่ากล่าว เมื่อคุณเป็นคนดีไม่ได้ คุณทำให้ตัวเองเฮงไม่ได้ เป็นที่ยอมรับไม่ได้ก็คือ เฮง  คุณก็คือ คนซวย  ซวยนี่ไม่ได้คำหยาบนะ ซวยแปลว่า โชคไม่ดี เคราะห์ร้าย หรือโชคไม่ดี  เฮงแปลว่า โชคดี หรือเคราะห์ดี คนก็บอกว่าไม่สุภาพ เฮงซวย ไม่สุภาพ  มีมาสะกิดก็เห็นใจที่บอกว่าเป็นห่วง คำว่าโชว์โง่ เฮงซวย ขออภัย 
แล้วก็มีอีกคำหนึ่งจัณฑาล จัญไร ขออภัย ที่เราอธิษฐานบอกว่า สัพพะเคราะห์  สัพพะโศก  สัพพะโรค  สัพพะภัย  สัพพะเสนียดจัญไร วินาศสันติ  มีคนมาค้านอีกแล้ว จัญไรไม่สุภาพ เป็นคำไม่ดี  คำว่า จัญไร จริงๆ มาจากวรรณะที่ 5 ของชาวอินเดียเขา ในอินเดยเขาแบ่งวรรณะออกเป็น 4 วรรณะใหญ่ๆ ก็คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร  แล้วถ้าเกิดวรรณะหนึ่งวรรณะใดนั้นเกิดไปแต่งงานข้ามวรรณะ ลูกที่เกิดมากลายเป็นวรรณะที่ 5 คือ จัณฑาล 
คำว่า จัณฑาลก็มาจากคำว่า จัญไร  จัญไรแปลว่า ไม่ดี ไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นที่ดูถูกดูแคลน ของชาวอินเดียเขา วรรณะจัณฑาล อย่างนี้เป็นศัพท์เป็นแสง เป็นภาษา ที่เราเตือนจิตเตือนใจ เพื่อให้ใส่ใจว่า เมื่อคุณโชว์โง่ในเรื่องทางใน คุณก็หาความรู้สักหน่อย หาความจริงสักนิดหนึ่ง แล้วพอคุณเข้าใจดีแล้ว เข้าถึงดีแล้ว คุณก็มาโชว์ฉลาด มันก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ที่ถูกว่า เตือนว่า อย่าโชว์โง่ แล้วเมื่อคุณโชว์โง่  ถึงจะไม่มีใครมาว่าคุณว่า คุณทำตัวไม่สุภาพ ผลของการโชว์โง่ มันทำให้คุณเสียหาย มันทำคุณไม่ได้ดี จะมาถือสาอะไรกับแค่คำพูด ซึ่งเป็นแสลงบ้าง สะดุดบ้าง ผิดพลาดบ้าง ถูกต้องบ้าง ก็พลาดบ้างผสมผสานกันไป อันนี้ก็คือ พูดให้เข้าใจเจตนาว่า เรามีเจตนาบริสุทธิ์ ที่จะต้องขอบอกกล่าวเล่าแจ้งกัน 
เอาละ พอประมาณแก่เวลา เรามาดูผลงาน 1924 ของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล ถ้าเราไม่รู้ว่าสังขารของเรามีวิญญาณในตัว และมีวิญญาณอยู่นอกตัว เราก็จะไม่สามารถที่จะฝึกศักยภาพขึ้นมาให้ได้ตามขีดกำหนดของชะตาชีวิต เราก็จะพบแต่หนทางตันในชีวิต ผลที่สุดก็มีชีวิตอยู่ที่ลักษณะของอาการร่อแร่ จะตายก็ไม่ตาย และตายทั้งเป็น 
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคนที่มีสภาพจิตผิดปกติ แล้วตายทั้งเป็นกันในสังคมมากมาย  กลายเป็นคนที่ไม่พร้อมจะทำหน้าที่ ทำการทำงานได้เต็มที่ ต้องลาออกจากงานกันมาก็มากๆ ก็เพราะอะไร  เพราะเขาตายทั้งเป็น  ร่างกายบางคนยังแข็งแรง คล่องแคล่ว ว่องไว กระฉับกระเฉง แต่จิตใจมันไปซะแล้ว จิตใจมันไปซะแล้ว เพราะว่าหาความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ใจ จิต มโน วิญญาณไม่ถูกทิศถูกทาง แล้วก็ไปทำให้กายค้านกาย จิตค้านจิต  กายค้านจิต จิตค้านกาย  กายทรมานกาย จิตทรมานจิต  กายทรมานจิต จิตทรมานกาย  ทั้งค้านกันไปทั้งค้านกันมา  ทั้งทรมานกันไปทรมานกันมา  แล้วผลที่สุดกลายเป็นกายวิปริต กายผิดปกติ  จิตวิปลาส 
อันนี้คือ คำเตือนของเราที่มีมากว่า 30 กว่าปี ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพลมีรายงาน กลับมาพบกันในช่วงของการสวดมนต์สวดพร
มายิงมะเร็ง แล้วมายิงมันยังไง มันอยู่ตรงไหน ก็ยิงมันที่มันที่มันอยู่ตรงนั้นแหล่ะ ตอบอย่างนี้ผู้ฟังที่ค่อนข้างขี้หงุดหงิด ก็อาจจะโมโหกันได้ ตัวแม่บทจริงๆ ของเพลงนี้ที่อาจารย์สมศักดิ์ได้กรุณาแต่งให้ มันอยู่ในหลักของเราที่ว่า อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี บัญญัติไตรยางค์บรรทัดแรก บรรทัดที่สอง เวทนา ปราณ ราศี  แล้วครั้งนี้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สิทธิชัย สมานชาติ ก็เอาความหมายของไบโอโฟตอนที่เกิดปฏิกิริยาอยู่ภายในร่างกายมาเปรียบเทียบ สิ่งเหล่านี้รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม นอกจากไม่หนักแล้ว มันจะทำให้เราเบาบาง หรือปลอดภัยจากโรคร้ายหลายๆ โรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง 
อันนี้ขอให้ช่วยกันพิจารณา อย่ามองข้ามความรู้เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อวิญญาณธาตุ เมื่อวิญญาณธาตุได้รับความรู้จากธาตุรู้ ธาตุรู้จะไม่รู้ ธาตุรู้จะไปรู้ได้อย่างไร ถ้าเจ้าของชีวิตไม่ยอมสดับรับฟัง หรือรับพิจารณาความรู้อันแยบยลและแยบคายเหล่านี้ ผ่านเข้าไปให้ธาตุรู้ให้ธาตุรู้ได้รับรู้ แล้วธาตุรู้ก็ส่งต่อวิญญาณธาตุต่อไป 
อันนี้หลายคนอาจจะเกิดความกังวลว่า มันลึกลับซับซ้อนเกินไป ก็ไม่เกินไปหรอก ถ้าใส่ใจสักนิด แล้วก็จะรู้ว่า มันเป็นประโยน์มากกว่าที่คิด มาตั้งจิตอธิฐานขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันมีพระรัตนตรัยเป็นปฐม มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และทุกคนก็ควรจะต่อด้วยว่า คุณบิดามารดาของตนเอง แล้วก็ปิดท้ายรายการด้วยครูบาอาจารย์ 
จิตเป็นตัวสำคัญมาก อย่าให้จิตต้องตกเป็นทาสของวัตถุ จนกระทั่งลืมความจริงของชีวิตภาคเหนือสามัญวิสัย 

รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1865    เกมกลกรรม มีกลไกกรรม เกิดผล 2 อย่าง คือ ให้ผลโดยปกติ โดยกลไกทางนอก คือ พฤติกรรม  แล้วก็ให้ผลที่เป็นปาฏิหาริย์ โดยกลไกทางใน คือ วิบากกรรม (จ. 2 ก.พ. 2569)  
ถ้าเรารู้กลไกของเกมนั้น เราก็ทำตามกลไกนั้น เกมกลกรรมมันก็ออกมาในรูปของการให้คุณ ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์  แต่ถ้าไม่รู้จักกลไกของเกมนั้น เกิดเป็นโทษ ชีวิตผิดปกติ  แล้วกลไกกรรมคืออะไร  ต้องทำอย่างไร  และเมื่อพลั้งพลาดจะแก้เกมอย่างไร หาคำตอบไปด้วยกันใน เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม
12 ก.พ. 2026
EP. 1858    งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ (จ. 26  ม.ค. 2569)
งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ มี 2 หลักใหญ่ คือ งานสามัญวิสัยและงานเหนือสามัญวิสัย เพื่อให้รู้ว่า คนเรามีศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ตัว ไม่ต้องตะลอนหาที่ไหน แต่ต้องดึงออกมา และทำให้ธรรมชาติสองอย่างสมดุลกันทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตก็จะเป็นปกติสุข แต่วิธีการอย่างไร มีรายละเอียด ต้องศึกษาเรียนรู้
29 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy