แชร์

ครูผู้ที่ชื่อว่า ความตาย ตอนสุดท้าย - อ.ชยุตม์ พลังพันธุ์แสงดาว  31  ส.ค.  2568

อัพเดทล่าสุด: 21 เม.ย. 2026
8 ผู้เข้าชม
(จากบทความที่แล้ว ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ครูผู้ที่ชื่อว่า ความตาย จะมาสอนภาคปฏิบัติ ขณะมีลมหายใจจนถึงหมดลมหายใจ เรียกว่า จบปริญญา) 
ครูขอแบ่งการปฏิบัติเป็น 3 ช่วงก่อนจบการศึกษา 
อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา
อนิจจัง  วัฏสังขารา
เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย เป็นของธรรมดา
กาลเวลา  จะเปลี่ยนแปลง  และกลืนกินสรรพสิ่งทั้งหลาย
ให้เสื่อมสูญสลาย  หายไปกับกาลเวลา
อย่าเสียเวลากับสรรพสิ่ง  เรื่องราว  และบุคคลที่ไร้สาระ
ชำระจิตให้สงบ  สะอาด  สว่าง เพื่อรู้ลู่ทางวิถีแห่งเวรกรรม
ว่าเราควรจะทำอะไร  กับใคร  ที่ไหน  อย่างใด  เมื่อใด  แบบใด  เท่าใด
เป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์  
อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา
มิติแห่งไตรลักษณ์
อาจารย์ธวัช  คณิตกุล      12  สิงหาคม  พุทธศักราช  2555
กราบอาจารย์ปู่ธวัช  คณิตกุล  อาจารย่าบุบผา  คณิตกุล
และสวัสดี  นักศึกษาศิษย์สหปฏิบัติฯ ทุกท่าน
บทความครั้งนี้  เป็นบทความสุดท้าย  ที่“ครู ที่ไม่มีตัวตน”   ครูที่ชื่อว่า  “ความตาย” ซึ่งเป็นครูที่เดินเคียงข้างนักศึกษา สหปฏิบัติฯ ทุกท่าน ตั้งแต่เกิด  จนหมดลมหายใจ  เป็นครูที่มีความเที่ยงตรง  เป็นครูที่จะสอนให้เราได้ปฏิบัติในหลักตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า
เป็นครูที่จะเปิดประตูให้กับนักศึกษาทุกท่านว่า เมื่อเราหมดลมหายใจแล้ว  เราจะไปทางไหนได้บ้าง  เมื่อสติครั้งสุดท้ายหมดลงพร้อมกับลมหายใจ
ก่อนปฏิบัติ  ครูผู้นี้จะขอเกริ่นก่อนว่า  “เราทั้งหลาย เมื่อเกิดมาด้วยวาสนาที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์  ได้อย่างเต็มภูมิ ขอได้อย่าลืมตัว  ลืมวาสนา  ที่ได้มาจากการสร้างกรรมดี   และกรรมชั่วไว้ในภพก่อนๆ แล้วมาอยู่ในชาติปัจจุบันนี้                         ซึ่งถ้าภพก่อนได้กระทำกรรมชั่ว  ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสรรพสัตว์ หรือมนุษย์ด้วยกันเอง   เมื่อลงไปใช้กรรมในนรกภูมิแล้ว ก็ต้องเกิดมารับใช้กรรมต่อ  โดยเกิดมามีความพิกล พิการ ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส
       แต่ถ้าทำกรรมดีไว้ในภพก่อนๆ เมื่อใช้กรรมไม่ดีบางเรื่องที่ทำไว้  และไปเสวยสุขเป็นเทวดา นางฟ้า  แล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์  ก็จะเป็นผู้ที่มีความสุข  ความเจริญ  ร่างกายสวยงาม
       เมื่อศิษย์ได้เคยทำกรรมชั่วเอาไว้  หรือทำกรรมดีเอาไว้ เกิดมาในชาตินี้  ก็ขอให้หมั่นสร้างแต่ความดี  ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส  ทำจิตใจให้สงบ  สะอาด  สว่างด้วย “สติ” ของทุกลมหายใจของทุกขณะจิต
ต่อจากนี้  ครู  ที่ชื่อว่า  ความตาย  จะเตือน และสอนให้ศิษย์ปฏิบัติ  แล้วทำข้อสอบเพื่อรับปริญญาเป็นบัณฑิต (ปริญญาตรี) เป็นมหาบัณฑิต (ปริญญาโท)  หรือเป็นดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก) หรือสอบตก  ก็แล้วแต่ว่าศิษย์จะปฏิบัติตามข้อสอบภาคปฏิบัติได้แค่ไหน   โดยให้ใช้หลักสำคัญของ  “สติ” (ความระลึกได้)                       ถึงธรรมะของพระพุทธองค์ทุกขณะจิต  และใช้  “สัมปชัญญะ” (ความรู้ตัวทั่วพร้อม  ความรู้ตระหนัก)  ถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจ  โดยเมื่อลมหายใจเข้า ยาว หรือสั้นตามธรรมชาติของแต่ละคนว่า  “รู้หนอ”   และลมหายใจออกว่า  “วางหนอ”
ในแต่ละวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงหมดลมหายใจ ซึ่งลมหายใจนี้เราจะหมดลงวันไหน   เวลาไหน   เราไม่สามารถล่วงรู้ได้  พรุ่งนี้จะได้ตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่
        ครู  ที่ชื่อว่า ความตาย  จึงเตือนให้เราให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิต  มากกว่าการใช้ชีวิตก่อนที่สติ และลมหายใจจะหมดไป  คือ  การใช้ สติ  ซึ่งเป็นหัวใจหลัก            ที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ ให้ศิษย์ตถาคตได้ปฏิบัติอยู่เป็นเนืองๆ  ทุกลมหายใจ  จึงถือว่า ไม่เสียทีที่เกิดมาได้พบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ภาคปฏิบัติ  ที่ครูจะให้ศิษย์ทำ  ดังนี้ 
โดยใช้หลัก  มงคลสูตร 38  ปฏิบัติ   คือ  (ขอใช้คำแปลไทย)
1.  เว้นคนพาล ไม่คบหา   เพราะคนพาลจะพาลพาเราไปในทางที่ผิด
2.  ให้เสวนาบัณฑิตชน   ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า บัณฑิตชน  ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แนะแนวทางที่ดีให้เราด้วย
3. บูชาคนที่ควรเชิดชู   ซึ่งเราได้พิจารณาแล้วว่า เป็นผู้ที่ควรเชิดชู
4. อยู่ในถิ่นที่เหมาะ  คือ อยู่ในสถานที่ที่มีแต่ผู้ประพฤติดี
5. บ่มเพาะความดีไว้แต่ต้น  ไปจนถึงสติสุดท้ายหมดลง   พร้อมกับลมหายใจ
6. ตั้งตนไว้ถูกทางอย่างมั่นคง
7. เล่าเรียนทรงความรู้ให้เชี่ยวชาญ  คือ เล่าเรียนในหลักธรรมที่องค์พระตถาคตทรงสั่งสอนให้เชี่ยวชาญ แล้วปฏิบัติไปจนถึงสติสุดท้ายหมดไป
8. มีวิชาชีพวิชาช่างที่ชำนาญพร้อมไว้  เพื่ออนุชนรุ่นหลัง
9. มีวินัยที่ได้ฝึกเป็นอย่างดี    คือ การควบคุมสติตัวเอง  ด้วยความมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตตลอดไป
10. มีวจีที่พูดได้งดงาม   คือ มีวาจาอ่อนโยน  อ่อนหวาน ต่อทุกๆ คน
11. บำรุงบิดา  มารดา  ด้วยกตัญญู   คือ  เมื่อได้มีบุญที่ได้ดูแลพ่อแม่  ก็ขอให้ดูแลท่านให้อยู่ดี กินดี  มีความสุข  ไม่มีเรื่องทุกข์ใจให้ท่านต้องรับรู้
12. ใส่ใจเลี้ยงดูบุตร  ธิดา   คือ  เลี้ยงดูให้ลูกได้เติบโตเป็นคนดีในสังคม  ส่งเสริมให้มีความสุข  ความเจริญในการใช้ชีวิต
13. เกื้อหนุนภรรยา  สามี  ให้สมเป็นคู่ชีวิต   คือ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน  ให้มีความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวกัน  ช่วยเหลือกันในยามตกทุกข์
14. ทำกิจการงานไม่คั่งค้างสับสน   คือ  จัดการงานต่างๆ  ให้เรียบร้อยไม่คั่งค้าง ที่ผู้เป็นทายาทจะต้องมารับในสิ่งที่ตนได้ทำความยุ่งยากเอาไว้
15. ให้ปันแก่คนทั้งหลาย  คือ เมื่อมีมาก หรือน้อย ก็ให้ทานตามกำลังของตนเอง  โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น
16. มั่นในหลักธรรมจรรยา  คือ  ศึกษายึดมั่นในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า  และใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ  มีคุณธรรมประจำตัว
17. มีใจนำพาสงเคราะห์ญาติ   คือ  ไม่ละเลยญาติวงศ์ตระกูล ให้ใจพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
สำหรับวันนี้ ครูขอให้นักศึกษาหยุดพักการปฏิบัติไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วเราจะมาปฏิบัติกันอีก 2 ช่วงในคราวต่อไป ก่อนที่จะรับปริญญา จากครูที่ชื่อว่า “ความตาย”    
 ชยุตม์ พลังพันธุ์แสงดาว  
อ.ชยุตม์ พลังพันธุ์แสงดาว  31  ส.ค.  2568   
กราบอาจารย์ปู่ธวัช  คณิตกุล  อาจารย่าบุบผา  คณิตกุล
และสวัสดี  นักศึกษาศิษย์สหปฏิบัติฯ ทุกท่าน
วันนี้เรามาปฏิบัติกันในช่วงที่สอง และครูขอฝากวาทะธรรม ขำขัน ของครูธวัช คณิตกุล ไว้ว่า 
สังขารนี้ไม่ใช่ของเรา   เราไม่ใช่เจ้าของสังขารนี้
พระพุทธศาสนานี้เป็นของเรา  เราเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนานี้
เรารักสังขารพอประมาณ   เรารักพระพุทธศาสนาสุดประมาณ
ปีพุทธศักราช 2547 
ตอนนี้เราเริ่มมาปฏิบัติต่อจากช่วงที่แล้ว ดังนี้
ข้อ 18. ไม่ขาดกิจกรรมดีงาม  บำเพ็ญประโยชน์   คือ เมื่อเห็นว่ากิจกรรมต่างๆ  ที่ดีมีประโยชน์ก็เข้าร่วมกิจกรรมด้วยใจเอื้อเฟื้อ
19. งดเว้นจากความชั่ว   ข้อนี้สำคัญมากในการใช้ชีวิต  เพราะจะเป็นประตู  ที่ครู ชื่อความตายจะเปิดให้ไปในภพภูมิที่ดี
20. คุมตัวจากของมึนเมา   ซึ่งถ้าคนได้เสพของมึนเมาเข้าแล้ว สติ  ของผู้นั้นก็ไม่มี  อาจพลั้งเผลอทำความชั่วลงได้
21. เร่งเร้าตัว  ไม่ประมาทในธรรม      ดังปัจฉิมโอวาทว่า 
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย  บัดนี้  เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า  สังขารทั้งหลาย  มีความเสื่อไปเป็นธรรมดา    ท่านทั้งหลาย  จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”      คือ ให้ถือหลักธรรมของพระพุทธองค์  เป็นสรณะ  เป็นที่พึ่งอาศัยไปตลอดจน             สติ  สุดท้ายหลุดไปจากสังขาร
22. มีคารวะให้ความสำคัญสมควรแก่คุณค่า  ของชีวิตหนึ่งที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
23. กิริยาวาจาอ่อนโยนสุภาพ  ไม่กระด้างถือตน
24. สันโดษด้วยลาภผลที่มีตามธรรม   คือ พอใจในลาภผลที่ได้มาด้วยเรี่ยวแรงของตนโดยชอบธรรม
25.สำนึกกตัญญูรู้ค่าของผู้มีคุณความดี  คือ  ใส่ใจตอบแทนผู้มีพระคุณโดยชอบ  ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
26.จัดให้มีเวลาฟังธรรม  หาความรู้ “ดังที่ท่านอาจารย์ธวัช  คณิตกุล  ให้ความสำคัญ  3 ส.ไว้  ดังนี้
1.สวดมนต์  เมื่อมีเวลา และโอกาส  25 %
2.สมาธิ  มีได้ทุกโอกาส  จากการสวดมนต์  จากการทำสมาธิ  25 %
3. สนทนาธรรม  ให้มากๆ  50 %  เพื่อจะได้แตกฉานในความรู้ในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
27. เป็นผู้ที่เข้มแข็งอดทน   คือ  มีจิตใจเข้มแข็งอดทน ต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่จะทำให้หลงมัวเมาลุ่มหลงไปในทางที่ชั่ว
28. เป็นคนที่พูดกันง่าย
29. ไปพบพระเพื่อเจริญธรรม  เจริญปัญญา  ในที่นี้ให้พิจารณาว่าพระที่จะไปพบนั้นเป็นอริยะสงฆ์  มีจริยาวัตรงดงาม
30. จัดเวลา สากัจฉา  ถกปัญหาถกธรรม  คือ  การจัดเวลาสนทนาธรรมกัน
31.มีตบะห้ามใจ  ไม่มัวเมา  มุ่งมั่นทำหน้าที่   คือ  มีใจหนักแน่นมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ที่ดีงาม
32.มีชีวิตดีงามดำเนินในอริยมรรคคา  คือ  การดำเนินในทางอันประเสริฐ  ในทางญาณอันให้สำเร็จความเป็นในแนวทางของพระอริยะ  มี 4 คือ
       - โสดาปัตติมรรค
       -สกทาคามิมรรค
       - อนาคามิมรรค
       - และ  อรหันตมรรค
หรือบางทีเรียกว่า  มรรค  มีองค์  8 ก็มี แต่ควรเรียกให้เต็มว่า “ อริยะอัฏฐังคิกะมรรค “  ( อะ-ริ- ยะ-อัฏ-ฐัง-คิ-กะ-มรรค)  คือ
        1. สัมมาทิฏฐิ                  ความเห็นชอบ
        2. สัมมาสังกัปปะ           ความดำริชอบ
        3. สัมมาวาจา                 เจรจาชอบ
        4. สัมมากัมมันตะ         ทำการชอบ
        5. สัมมาอาชีวะ              เลี้ยงชีพชอบ
        6. สัมมาวายามะ           ความเพียรชอบ
        7. สัมมาสติ    ระลึกชอบ  ข้อนี้ต้องทำทุกขณะจิตไปจนถึง           ตอนสำคัญที่  สติหมด พร้อมลมหายใจ
        8. สัมมาสมาธิ        ตั้งจิตมั่นชอบ  ข้อนี้ต้องทำทุกขณะจิต    ไปจนถึงตอนสำคัญที่  สติหมด พร้อมลมหายใจ
33. มีปัญญาเห็นอริยมรรคคา  คือ ปัญญาเห็น  มรรคมีองค์ 8 ข้างต้น
34. สัมฤทธิ์ที่หมายได้ประจักษ์แจ้งนิพพาน   คือ  ปฏิบัติ   ได้เห็นแล้วซึ่งนิพพาน
35. แม้จะถูกโลกธรรมผ่านกระทบ  ซึ่งอดทนให้ได้จากการถูกธรรมที่ครอบงำสัตว์  และสัตว์โลกก็เป็นไปตามมัน  มี 8 อย่าง  คือ  ลาภ   -   ไม่มีลาภ  มียศ   -   ไม่มียศ
   มีสรรเสริญ   -  ก็มีนินทา      มีสุข   -  ก็มีทุกข์
36. มีใจสบาย  ไร้โศกศัลย์   คือ มีความปีติในจิต
37. มีจิตผ่องใส  ไร้ธุลีละอองควัน    คือ มีจิตสงบ  สะอาด  สว่าง  ไม่มีสิ่งขัดข้องหมองใจ
38. จิตนั้นเกษมศานต์มั่นคง  คือ  มีจิที่มีความสุขที่เกิดจาก   ใจสงบ  ไม่ถูกกิเลสครอบงำ
คัดมาจาก  บทสวดมงคลสูตร 38  จากหนังสือ  สวดมนต์ต้องไม่โค่นสาธยาย
โดย...สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (ป.อ. ปยุตฺโต)
สำหรับวันนี้ครูขอให้นักศึกษาหยุดพักการปฏิบัติไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วเราจะมาปฏิบัติกันอีกในช่วงที่สาม ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการปฏิบัติ  ก่อนที่จะรับปริญญา จากครูที่ชื่อว่า “ความตาย”
ชยุตม์ พลังพันธุ์แสงดาว  
อ.ชยุตม์ พลังพันธุ์แสงดาว  31  ส.ค.  2568   
กราบอาจารย์ปู่ธวัช  คณิตกุล  อาจารย่าบุบผา  คณิตกุล
และสวัสดี  นักศึกษาศิษย์สหปฏิบัติฯ ทุกท่าน
วันนี้เรามาปฏิบัติกันในช่วงที่สาม ซึ่งเป็นช่วงสุดท้าย  ในช่วงที่หนึ่ง และช่วงที่สอง ครูได้ให้ศิษย์ปฏิบัติโดยใช้หลัก  มงคลสูตร 38 .....  
      เมื่อศิษย์ได้ปฏิบัติได้ ก็จะเป็นผู้ไม่ปราชัยในทุกสถานที่  และถึงความสวัสดีในทุกสถานการณ์   ครู  ที่ชื่อว่า  ความตายก็จะเปิดประตูให้ไปทางแห่ง “นิพพาน”  แต่ สตินั้นต้องไม่หลุดจาก พุทโธ   ขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย  ศิษย์ผู้นี้จะถือได้ว่ารับปริญญาเอก   (ในทางโลกธรรม)
แต่ถ้าปฏิบัติได้ทั้ง 38 ประการ   แต่สติที่จะหลุดไป พร้อมกับลมหายใจ  พลั้งเผลอออกไปจากพุทโธ   ประตูที่ครูผู้นี้จะเปิดให้  อาจไม่ถึงซึ่งนิพพาน  อาจถึงแค่ชั้นมหาพรหม หรืออรูปพรหม  ศิษย์ผู้นี้จะถือได้ว่ารับปริญญาโท   (ในทางโลกธรรม)
แต่ถ้าปฏิบัติได้บ้าง  ไม่ได้บ้าง  ทั้ง 38 ประการ  สติ  ที่จะหลุดไปพร้อมกับลมหายใจ  พลั้งเผลอออกไป  จาก  พุทโธ   ประตูที่  ครูผู้นี้ จะเปิดให้  อาจได้ถึงชั้นพรหม    ศิษย์ผู้นี้จะถือได้ว่ารับปริญญาตรี   (ในทางโลกธรรม)
      ถ้าศิษย์  ยังมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่ออาชีพ  และเพื่อยังชีวิตของตนเอง  แต่ก็มีการทำบุญอยู่เป็นนิตย์  สติ  ที่จะหลุดไป พร้อมกับ  ลมหายใจ  จาก  พุทโธ   ประตูที่  ครูผู้นี้จะเปิดให้  อาจจะต้องไปรับกรรมในนรกก่อน จึงจะจุติไป“เป็นเทวดา  นางฟ้า” ศิษย์ผู้นี้จะถือได้ว่ารับ อนุปริญญา   (ในทางโลกธรรม)
ถ้าศิษย์ปฏิบัติได้บ้าง  ไม่ได้ทั้ง 38 ประการ   แต่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  เพื่ออาชีพ  และการยังชีวิตของตนเอง  มีการทำบุญบ้างเป็นครั้งคราว  ก็ต้องลงไปรับกรรมในนรกก่อน  ถึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์  ศิษย์ผู้นี้จะถือได้ว่ารับ วุฒิ ม.ปลาย หรือ ป.ว.ช.  (ในทางโลกธรรม)
ถ้าศิษย์ปฏิบัติ ไม่ได้ทั้ง 38 ประการ   ละมีแต่การฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต  เพื่ออาชีพ  และการยังชีวิตของตนเอง  ไม่มีการทำบุญ ก็ต้องลงไปรับกรรมในนรกไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิดศิษย์ผู้นี้จะถือได้ว่า  “ สอบตก”  ไม่ได้รับวุฒิใดๆ เลย (ในทางโลกธรรม)
ดังนั้น  ครูผู้ที่ชื่อว่า  “ความตาย”  จึงขอปัจฉิมนิเทศ  ลูกศิษย์ ว่า  ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่  ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ศิษย์  สามารถที่จะเริ่มทำความดี  เดินตามหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธจ้า
 เรายังสามารถบอกรัก กับพ่อแม่  ครูอาจารย์  ผู้มีพระคุณ  คนในครอบครัว  ให้ทำให้ดี 
 เรายังสามารถกล่าวคำขอโทษ  กับคนที่เราคิดไม่ดี  ทำไม่ดี  กับทุกๆ คน  ให้ทำให้ดี
 เรายังสามารถให้ทาน  ขณะที่มีชีวิต  ตามกำลัง   ให้ทำให้ดี
 เรายังสามารถยกโทษ  ให้อภัย  กับผู้คนที่ทำไม่ดีกับเราไว้ ให้ทำให้ยกโทษ  และให้อภัยเขาเสียก่อนที่ สติสุดท้ายจะหมดลงไป
ครู  ที่ชื่อว่า “ความตาย”  ขอฝากศิษย์ทิ้งท้ายไว้ว่า เมื่อสติ และลมหายใจเราหมดลงแล้ว  แต่คงยังมีความต้องการที่อยากได้อยู่  คือ
       1.อยากยกโทษ  ให้กับคนที่ยังไม่มีโอกาสยกโทษให้
       2.อยากได้ความรัก  คือ ความรักที่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ยังคงมีความรักให้กับผู้วายชนม์ตลอดไป
       3. อยากให้จัดการงานศพ  อย่างเรียบง่าย  ไม่เบียดเบียนทายาทผู้ยังมีชีวิตอยู่
       4.อยากให้บริหารจัดการเรื่องทรัพย์สิน กันอย่างยุติธรรม
       5.อยากให้เก็บบางเรื่องของผู้วายชนม์เป็นความลับ
       6.อยากให้คิดถึงความประทับใจ  ที่ผู้วายชนม์ได้ทำไว้
       7.อยากให้ดูแลคนรัก  รวมทั้งมาดา  บิดา  บุตรธิดา ครูอาจารย์  ผู้มีพระคุณ  แทนตัวผู้วายชนม์
       8.อยากเกิดชาติหน้าให้ได้มาพบกันอีก  ถ้ายังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสาร
       9. อยากให้ผู้ยังมีชีวิตอยู่ยึดมั่นสามัคคีกัน
       10.อยากให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่สร้างแต่คุณงามความดี  แล้วกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้กับผู้วายชนม์
 
ฟังจากพระสงฆ์  ที่มาแสดงธรรมเทศนา ในงานฌาปณกิจ  คุณตาบุญมา  บุญพาทำ ณ  ฌาปณสถานวัดสีดาราม  บ้านหนองคู-โคกเพ็ก ต.ดอกล้ำ   อ.ปทุมรัตต์   จ.ร้อยเอ็ด  เมื่อวันที่  18  สิงหาคม  พุทธศักราช  2568
ปล. ขณะที่ สติ ใกล้จะหมดลง พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย  การที่จะไปทางประตูนิพพาน ที่ครูที่ชื่อว่า “ความตาย” ได้เปิดให้  สตินั้น ต้องไม่ยึดถึงสิ่งใดๆ เลย ความอยากใดๆ ต้องไม่มี 
ความอยากไปนิพพาน ต้องไม่คิดถึง ให้ตามลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอย่างเดียว 
หายใจเข้า รู้ว่าเข้า ผ่านปลายจมูก และริมฝีปาก สติตั้งที่ “พุธ”  
หายใจออก รู้ว่าออก ผ่านปลายจมูก และริมฝีปาก สติตั้งที่ “โธ”
สตินั้นต้องปล่อยวางว่างทุกอย่าง ต้องอยู่กับลมหายใจ สติต้องไม่หลุดจากลมหายใจจนเฮือกสุดท้าย 
        ดังเช่นพระพุทธเจ้า  ซึ่งพระองค์ในช่วงที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ เหตุเพราะยังมีความอยากที่จะหลุดพ้น อยากจะตรัสรู้ ก็เลยทำให้ไม่ได้ตรัสรู้สักที จนคืนที่พระพุทธองค์ทรงปลง แล้วปล่อยวางว่างทุกอย่าง และอธิษฐานว่า คืนนี้ทุกอย่างพระองค์จะปล่อยวาง แม้กระทั่งเลือดในกาย และลมหายใจจะหมดไป ทรงไม่ขอยึดติด จิตจึงเข้าสู่การตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6  วันวิสาขบูชามหาปุณณมี 
หรืออย่างเช่น พระอานนท์  หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  ก็มีความอยากที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์  แต่ทำอย่างใดๆ ก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้  เพราะยังมีความยึดในความอยากอยู่  จึงเกิดความเบื่อหน่าย  จิตจึงปลง และปล่อยวางว่างในทุกความอยาก แล้วจึงเอนตัวลงนอน   ศีรษะยังไม่ถึงหมอนดี  เมื่อจิตว่าง จิตได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์  
             ด้วยความเคารพรักอย่างสูงยิ่ง
ครูธวัช  คณิตกุล
ครูบุบผา   คณิตกุล
ครูผู้เป็นผู้มีแต่ให้แก่ศิษย์
ชยุตม์  พลังพันธุ์แสงดาว

noimageauthor
ว่าที่ร้อยตรี ชยุต พลัง (พันแสงดาว)
บทความที่เกี่ยวข้อง
ครูที่ชื่ว่า ความตาย - ว่าที่ร้อยตรี ชยุต พลัง   17  ส.ค.  2568
เสียงระฆังสติ  เป็นการเตือนให้เราทุกผู้ทุกคนได้มีสติ ระลึกรู้ในการระลึกถึง  อาณาปานสติ อยู่ทุกขณะทุกลมหายใจ เข้า และหายใจออก
21 เม.ย. 2026
จุดนัดพบ  วิบากกรรม - พฤติกรรม (chart)
จัดทำโดย ดร.หทัยกร กิตติมานนท์
7 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy