EP.1912 เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ไม่เชื่อเทพในตัวเอง (ส. 4 เม.ย. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 11 เม.ย. 2026
1 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน เพลงออกแขกวันนี้หยุดลงตรงที่ว่า เป็นปัจฉิมโอวาทของพระศาสดา ก็แปลว่า เป็นคำสอนครั้งสุดท้ายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ปัจฉิมแปลว่า สุดท้าย โอวาทคำสอนครั้งสุดท้าย ไม่ให้ประมาท พวกเธอจงยังไว้ซึ่งความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็จะมาเรียนรู้เรื่องเหนือสามัญวิสัยแบบไม่ให้ประมาท เพราะประมาทพลาดพลั้งมันเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นเป็นขั้นตายได้ วันเสาร์ที่ 4 เดือนเมษายน พุทธ คริสต์ 69 และ 26 แรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” วันเวลาอย่าให้ผ่านไปเปล่า เอามาทำประโยชน์ให้ได้ไม่มากก็น้อย
เรื่องเหนือสามัญวิสัยเป็นประโยชน์มาก แต่คนมองข้าม แล้วบางคนก็ไปมองพลาด บางคนก็ไปมองผิด บางคนก็ไปมองเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ความจริงเรื่องเหนือสามัญวิสัยเป็นเรื่องที่ช่วยชีวิตเราได้จริงๆ แต่หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่า แหม เกินไป เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับถึงขนาดจะช่วยชีวิตเราได้จริงๆ เชียวหรือ ก็ช่วยได้จริงๆ
มีเหตุที่ทำให้คนไม่เข้าใจเรื่องทางใน แล้วก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างแสนสาหัสสากรรจ์ มีชีวิตอยู่อย่างลำบากลำบน ทนทุกข์ทรมาน มีเรื่องมีความทุกข์ขมขื่นจนสุดบรรยาย ชีวิตบางคนมองดูทั่วไปแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะมีทุกข์ขนาดนั้น แต่เขาก็มีทุกข์ ทุกข์จนกระทั่งพูดไม่ออก บอกไม่ถูกว่า ฉันทุกข์ขนาดไหน ครั้นพอถามเอาเข้าจริงๆ ก็ปรากฏว่า หาสาเหตุไม่ค่อยจะได้ มันทุกข์อยู่ลึกๆ มันทุกข์พิลึกๆ ตรงทุกข์พิลึกๆ นี่แหละมันเป็นเรื่องทางใน เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องของคนมีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ แล้วปรากฏว่าเจ้าตัวไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร
40 กว่าปีที่ผู้พูดรับรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในเรื่องของคนมีเทพ มีองค์ มีเจ้ามาลง มีองค์มาประทับ บางคนกลับรังเกียจ รังเกียจกล่าวว่า เรื่องคนที่เชื่อเรื่องเทพเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องของคนโง่ เป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องโกหกเป็น เรื่องไร้สาระ แต่พอเราซักถามประวัติชีวิตเขาจริงๆ แล้ว ปรากฏว่าเขาโดนอำนาจเหนือสามัญวิสัย ก็คือ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในตัวเขาอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชทีเดียว แต่เขายังไม่รู้ตัว แล้วเขาก็ไม่รับฟังใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ตรงกันข้าม พอใครชวนเขาไปประกอบพิธี หรือทำอะไรที่มันไม่เหมาะสม ไม่มีเหตุมีผล ไม่เห็นว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไร เขากลับเชื่อถือ แล้วก็เต็มใจทำ ยอมเสียเงินด้วย ยอมเสียเวลาด้วย ยอมเสียภาพพจน์ เสียภาพพจน์ก็หมายความว่า ตัวเองบางทีมีฐานะ เป็นคนมีหน้ามีตา เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นคนมีตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่เสร็จแล้วกลับไปประกอบพิธีอะไรก็ไม่รู้ ดูแล้วมันไม่เหมาะสมกับฐานะเลย อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เราก็ไม่รู้จะบอกกันยังไง ครั้นไปบอกเขาบอกว่า คุณอย่าไปทำเลยพิธีกรรมต่างๆ ที่มันไม่ถูกโฉลก แล้วไม่เหมาะสมกับคุณ อย่างสมัยนี้เขาเรียกว่าไปสายมู สายมูเตลูมันไม่ได้ผลอะไรหรอก อย่าไปลุ่มหลงเลย เขากลับโกรธ เขาโกรธมากว่า ไปห้ามเขา
เพราะฉะนั้นเราจึงบอกกันตรงๆ เลยว่า ยิ่งใกล้เทศกาลสำคัญอย่างนี้ ในวันเรียกว่า มหาสงกรานต์ที่จะมาถึงในวันที่ 13 14 15 ยิ่งเป็นโอกาสของโลกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะมาแสดงฤทธิ์ แสดงปรากฏการณ์ แสดงอะไรต่อมิอะไรในตัวคนที่มีดวงชะตายิ่งใหญ่ มีประวัติชีวิตแปลกๆ มีเรื่องประหลาดๆ เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งคนจีนคนไทย อย่างเชงเม้ง เทศกาลเชงเม้งที่จะถึงนี้ ชาวจีนก็จะต้องมีเรื่องทางในเกี่ยวกับผีปู่ ย่า ตา ทวด บรรพบุรุษ
เชงเม้งนี่คือ เรื่องของการประกอบพิธีระลึกถึงบรรพบุรุษ ระลึกถึงปู่ ย่า ตา ทวด ก็จะมีสิ่งมาปะทะ สิ่งที่มากระทบ สิ่งที่มาประสาน บางคนก็มาประสานดี บางคนก็มากระทบไม่ดี แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร จะรู้ได้ด้วยการเริ่มต้นไปตั้งแต่ทีแรกเลยก็ยิ่งดีว่า คนเราเกิดมา ก่อนเกิดมีเทวดาพาเรามาเกิด มีนางฟ้าพาผู้หญิงมาเกิด มีเทวดาพาผู้ชายมาเกิด แล้วคนโบราณสมัยก่อนจริงๆ เขาจะบอกว่า เด็กทุกคนที่เกิดมาตัวเล็กๆ ตัวน้อยๆ ที่อยู่แบเบาะ เขามีพ่อซื้อแม่ซื้อคอยดูแลอยู่ บางทีตกบันไดทั้ง 3 ขั้น 5 ขั้น ไม่เป็นไร
เด็กแบเบาะเขาบอกว่า มีพ่อซื้อแม่ซื้อคอยรักษา ความจริงนั่นก็คือ เทพประจำชีวิตของแต่ละคน แต่ว่าคนไม่ค่อยจะใส่ใจ กลับไปสนใจคนโน้น คนนี้ คนนั้นว่า เป็นคนศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนมีสื่อเทพ เป็นคนที่มีเทพมาลง เป็นคนที่มีองค์มาเข้า เป็นคนที่เจ้ามาประทับ เป็นคนทรงเจ้า แล้วก็ไปเชื่อถือๆๆ แต่ตัวเองมีอยู่เต็มเปาเลยไม่สนใจ พอไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เขาก็บีบคั้น กดดัน รังควาน แล้วก็ปิดกั้น ทำให้ชีวิตประหลาดๆ ทำให้ชีวิตทุกข์แปลกๆ แทนที่จะมีสุขกลับกลายเป็นมีทุกข์ เพราะว่ากลับตาลปัตร โบราณเขาบอกว่ากลับตาลปัตร ไม่เป็นไปตามสภาพที่แท้จริง
ฉะนั้น งานกรรมฐานของเราที่จะต้องบอกให้ว่า “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา” เป็นสถานที่นัดพบของทั้งผู้ที่มีความศรัทธาในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ และต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องศักดิ์สิทธิ์ระดับปัญญา ศรัทธากับปัญญาต้องยอมรับทั้ง 2 อย่าง ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากศรัทธาคือ ไม่เชื่อ แล้วเราจะไปแสวงหาปัญญาว่า เดี๋ยวขอเรียนรู้หน่อยนะว่า เรื่องศักดิ์สิทธิ์มันเป็นยังไง ไปยังไง มายังไง แต่พอถูกถามว่า คุณมีศรัทธา ความเชื่อไหม ฉันไม่เชื่อ
ขณะที่ตอบว่า ฉันไม่เชื่อนั่นน่ะก็คือ ปฏิเสธไปแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังจ่อคิวอยู่ กำลังจ่ออยู่ที่ตัวนาย ก. หรือ นาง ข. แต่นาย ก. หรือนาง ข. บอกว่า ฉันจะต้องเรียนรู้เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลายให้เกิดความรู้โดยเป็นปัญญารู้ ก็มีคนไปถามว่า ในเมื่อคุณจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ให้เกิดปัญญา แล้วคุณศรัทธาไหม บอกไม่ศรัทธา ไม่ศรัทธาเป็นอันว่า จบเห่ เพราะปฏิเสธปั๊บ จิตไม่ยอมรับปุ๊บ เรื่องเหล่านี้อันตรธานหายไปปั๊บ หายไปแต่ปรากฏการณ์นะ แต่ผล ผลดีผลเสียเขาไม่ได้หายไป เขายังคงจ่อคิวเราอยู่
แล้วพอเราปฏิเสธบอกไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา เราก็กลายเป็นไม่เคารพ ไม่นับถือโดยปริยาย เพราะคนไม่เชื่อกันแล้ว ไม่ศรัทธากันแล้ว มันก็เลยไม่นับถือ เช่น อย่างกับคน นาย ก. บอกไม่นับถือนาย ข. ไม่เชื่อนาย ข. ผลที่สุดนาย ก. ก็ไม่เชื่อนาย ข. ไม่นับถือนาย ข. แล้วนาย ข. จะมาหวังดีต่อนาย ก. ไหม นาย ข.ก็ไม่สามารถจะหวังดีกับนาย ก. ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนคล้ายๆ กับคน เมื่อคุณไม่เชื่อฉัน ก็เท่ากับคุณไม่นับถือฉัน คนที่เขาไม่นับถือเรา เราจะไปช่วยเขาไหม เราจะไปหวังดีต่อเขาไหม ไม่หวังร้ายก็บุญนักหนาแล้ว เรื่องหวังดีนี่คงยาก ลำบาก ในเมื่อไม่เชื่อไม่ศรัทธาก็แสดงว่า ไม่นับถือกัน ไม่นับถือกันก็ไม่ติดต่อกัน นาย ก. ก็ไม่ติดต่อกับนาย ข. นาย ก. ไม่ติดต่อกับเทพเพราะไม่เชื่อ
คนที่บอกว่า ไม่เชื่อแต่อยากรู้ อยากรู้ระดับไหน อยากรู้ระดับปัญญา ก็ต้องขอตอบว่าอย่าหวัง เอาอีกคู่หนึ่ง นายเอไม่นับถือนายบี แต่ต้องการให้นายบีช่วยเหลือ นายบีบอกว่า ก็ในเมื่อคุณไม่นับถือฉัน ไม่เชื่อถือ ไม่เชื่อถือนายบี แล้วก็เลยไม่นับถือนายบี นายบีจะช่วยนายเอไหม นายบีก็ไม่ช่วย นายบีไม่ช่วยก็บุญถมเถไปแล้ว ถ้านายบีเป็นคนไม่มีคุณธรรม นายบีต้องกลั่นแกล้งนายเอด้วย ต้องหาทางทำให้นายเอเดือดร้อนด้วยถ้านายบีเป็นคนไม่ดี แต่ถ้านายบีเป็นคนดี นายเอไม่นับถือ ไม่เชื่อนายบี ก็เท่ากับไม่นับถือนายบี นายบีก็เฉยซะ ไม่สนใจนายเอ นายเอจะเป็นอย่างไร นายเอต้องการอะไรที่นายบีสามารถจะช่วยนายเอได้ นายบีก็ไม่ช่วย อันนี้ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม
เพราะฉะนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกับมนุษย์ คล้ายกับมนุษย์ในเรื่องนี้ กรณีอย่างนี้ว่า เมื่อมนุษย์คนนั้นไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ไม่เชื่อเทพในตัวเอง มนุษย์คนนั้นไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพในตัวบุคคลที่ตัวเองติดต่อ เทพในตัวเองก็ดี เทพในตัวบุคคลที่เราติดต่อก็ดี เขาก็ไม่สามารถจะมาช่วยอะไรเราได้ เพราะคนไม่นับถือกันแล้ว แล้วจะมาช่วยกันได้อย่างไร ติดต่อกันก็ยังติดต่อไม่ได้ อย่าว่าแต่ช่วยเหลือ
เพราะฉะนั้นข้อเปรียบเทียบอันนี้ขอฝากว่า ถ้าไม่เข้าใจนะ ไม่เข้าใจ ให้ทำความเข้าใจก่อน แล้วคุณจะรู้เองว่า เรามีเทพประจำตัว เราติดต่อใครคนนั้นเขาก็มีเทพประจำตัว เทพเรากับเทพเขาถ้าสื่อสัมพันธ์กันได้ ก็เหมือนอย่างกับคนกับคนสื่อสัมพันธ์กัน แล้วเข้าใจกัน ถูกคอกัน ก็ช่วยเหลือกัน มนุษย์ก็ช่วยเหลือกันในฐานะที่คบหาสมาคมกัน ถูกคอกันก็ช่วยเหลือกัน ขณะเดียวกันมนุษย์ติดต่อเทพ ศรัทธาเทพ เชื่อถือเทพ ก็นับถือเทพ เทพก็ช่วยเหลือมนุษย์คนนั้นได้
ในเมื่อคนบอกว่า ฉันไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลาย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องโกหก เทพจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ในเมื่อแกคิดว่าเป็นเรื่องโกหก แกก็เท่ากับแกไม่นับถือฉัน ไม่นับถือฉันแล้วฉันจะไปสนใจใยดี ห่วงใย ช่วยเหลือคนที่ไม่นับถือฉันทำไม ฉันก็เฉย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเปรียบเทียบให้ฟัง อย่าเข้าใจกันผิดว่า มาทะเลาะกับเทพ หรือชวนเทพทะเลาะ ไม่ได้ทะเลาะกัน
มาดูข้อของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล 1911 คุณกันติชาให้ตัวโปรยมาเยอะ มนุษย์ติดต่อกับเทพโดยเราเป็นสื่อ มนุษย์ติดต่อกับมนุษย์โดยคบคนที่เหมาะสม มนุษย์ติดต่อกับผีโดยรู้ฐานะของผี ทำให้เราสามารถเป็นมนุษย์สู่เทพ แล้วจากเทพก็ก้าวขึ้นไปสู่ธรรม พอเข้าใจมนุษย์สู่เทพ เทพสู่ธรรม ก็ขยายงานทางวิญญาณออกไปเป็นจิตวิทยาสู่วิญญาณแท้ สู่วิญญาณนำร่อง จิตวิทยาก็เป็นวิชานำร่องไปสู่วิญญาณแท้ จิตวิทยากับวิญญาณแท้มาประสาน แสดงออกมาให้เป็นที่ยอมรับแบบสากล สัมพันธ์นี่สำคัญ สัมพันธ์แล้วก็ต้องยอมรับพันธะ พอเราเข้าใจกันดีแล้ว ทั้งมนุษย์ เทพ ผี เราก็ไปสู่อิสระ ต้องให้สุดท้ายจึงเป็นอิสระ
ย้ำอีกทีหนึ่ง มนุษย์ติดต่อกับเทพโดยเราเป็นสื่อ มนุษย์ติดต่อกับมนุษย์โดยคบคนที่เหมาะสมมา มนุษย์ติดต่อกับผีโดยรู้ฐานะของผี ความหมายของคุณกันติชาก็คือ ก่อนอื่นอันดับแรกเลยมนุษย์ต้องติดต่อกับมนุษย์ชัดเจนที่สุด ยกมือไหว้กัน ทักทายปราศรัยกัน แนะนำตัวกัน รู้จักกัน แล้วก็แสดงความหวังดีต่อกัน
ขณะที่มนุษย์ติดต่อกับมนุษย์ ก็เท่ากับมนุษย์ติดต่อกับเทพด้วย แล้วเทพกับเทพก็ติดต่อกันด้วย เพราะมนุษย์หนึ่งคนกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง ต่างคนต่างมีองค์ มีเทพ พอติดต่อกันได้เข้าใจกัน มนุษย์เข้าใจกัน เทพก็เข้าพระทัยกัน มนุษย์นับถือกัน เทพก็นับถือกัน เมื่อมนุษย์ไม่เข้าใจกัน มนุษย์ไม่นับถือกัน เทพก็ต้องเป็นไปตามนั้นด้วย
มนุษย์ไม่นับถือกันก็ยังไม่ค่อยจะมีผลเท่าไหร่ เพราะต่างคนต่างก็ถือความเก่ง กล้า สามารถของตัวเอง ไม่นับถือกันก็ไม่เป็นไร แต่พอไม่นับถือกันเทพกับเทพ มนุษย์ก็ไม่นับถือเทพ เทพบอกว่าเทพในตัวนาย ก. นาย ก. เขาไม่นับถือฉัน แล้วเทพจะมานับถือกันได้อย่างไร เพราะมนุษย์เป็นต้นตอ
เพราะฉะนั้นสรุปแล้วลงสุดท้ายยังไง ก็คือ คนเราต้องมีเมตตาต่อกันไว้ปลอดภัยที่สุด ถ้าขาดเมตตา ขาดความนับถือ ขาดความเชื่อถือ มันจะบานปลายไปถึงเทพไม่รับรู้เราด้วย ผีก็พลอยมีปัญหากับเราไปด้วย มนุษย์สู่เทพ เทพสู่ผี มนุษย์สู่เทพ เทพสู่ธรรม วนเวียนกันอยู่อย่างนี้แหละ เดี๋ยวเรามาคลี่คลายกันในวันที่เราสนทนาธรรมกันในวัน “ถามแอนทอล์ค”ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ละไว้เท่านี้ก่อน ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวกลับมาฟังเพลง แล้วก็สวดมนต์ภาวนากันตามอัธยาศัย
เพลงที่จบลงไปเป็นเพลงสนุกๆ อยู่ในค่ายขำไม่ออก แล้วก็ขันไม่หยุด ชื่อเพลง จริงใจ จิงโจ้ คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 3/2 ครูธวัช คณิตกุล ทำนองและเสียงร้อง AI จัดทำโดย อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า “วัดกาย วัดใจ จริงใจ จิงโจ้ ผู้บิดเบือนความจริงเรียกภาษาวิชาการว่า ผู้ทุจริตข้อมูล เรียกภาษาชาวบ้านว่า โกหกตอแหล วัดกายง่าย วัดใจยาก แล้วคุณจริงใจหรือจิงโจ้”
อันนี้ก็ขำๆ แล้วก็ตักเตือนคนที่ชอบโกหกตอแหลด้วย เพราะว่าภาษาวิชาการเขาเรียกว่า ผู้ทุจริตข้อมูล ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า คนโกหกตอแหล ในสังคมก็คงจะมีมากทีเดียวล่ะ เพราะฉะนั้นใครฟังอะไร ใครบอกอะไรกับใคร ต้องฟังหูไว้หู ไม่อย่างนั้นชีวิตก็คงจะถูกเป่าหู ปั่นหัว จนไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้จะไปทางไหนดี งงไปหมด โดยเฉพาะเรื่องทางใน มันหลอกกันง่าย บอกกันยาก บอกกันยาก หลอกกันง่าย
รวบรวมโดย คุณอรสา กู้เกินพงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเราทำ 2 รอ ความรู้สึก และความรู้ ในเรื่องสามัญวิสัยและเรื่องเหนือสามัญวิสัยได้ชัดเจน ก็จะสามารถดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความถูกต้องของวิญญาณ ได้อย่างเป็นประโยชน์
13 มี.ค. 2026
เส้นตรงที่น่าสงสัยตั้งอยู่บนฐานแห่งความงวยงง
สิ่งที่เกิดเก่า คือ การเล่นของ สิ่งที่เกิดใหม่ คือ ของเล่น
สิ่งที่เกิดใหม่ คือ ของเล่น สิ่งที่เกิดเก่า คือ การเล่นของ
จงพิสูจน์ว่า การเล่นของ และของเล่น ต่างกันอย่างไร
เพราะฉะนั้นอย่าล้อเล่น ของเล่นไม่เป็นไร แต่ถ้าเล่นของเป็นไรแน่นอน
18 ก.พ. 2026
มีวิธีใดทำให้ศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถของแต่ละคน เสมอด้วยศักดิ์สิทธิ์ก็คือ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ในตัวคน
แบ่งปันความรู้สึกนึกคิดไปที่ศาสตร์อื่นๆ ด้วย คือ ตรรกศาสตร์ จิตวิทยา ปรจิตวิทยา พาราไซโค ปรัชญา อภิปรัชญา
คนที่โต่งสุดไปทางวัตถุนิยม คนที่ติดในเรื่องจิตนิยม Idealism ติดอยู่ด้วยเพียงแค่ว่า ศักยภาพยังไม่เป็นฐานให้กับความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเพียรพยายามจาก Idealism ยังไม่ได้มาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ นี่คือ ข้อเท็จจริงที่อยากจะฝากเรียนทุกท่าน เพื่อการสร้างความสุขที่สมดุลให้กับตัวท่านเอง
27 ม.ค. 2026
