แชร์

๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แอบแฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part I) ดร.วันพร จาปะเกษตร์   2  ก.ย.  2568

อัพเดทล่าสุด: 28 มี.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม
ดร.วันพร จาปะเกษตร์   2  ก.ย.  2568
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แอบแฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part I)
๒๗ ตัวกอที่เราชาวสหปฏิบัติฯ คุ้นเคยกันดีที่ท่านอาจารย์ธวัชมักจะกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ เมื่อเราไม่สามารถบริหารการกระทำ หรือพฤติกรรม ไปจนถึงความสัมพันธ์ และในการบริหารพื้นที่ส่วนตัวที่ผู้เขียนขอเรียกว่าพัฒนาจิตให้ถึงขั้นที่เหมาะสมตามแต่ละบุคคล แล้วที่กล่าวมาเกี่ยวอะไรกับ ๒๗ ตัวกอที่ท่านอาจารย์ธวัชได้กล่าวไว้มีดังนี้
กฎเกินเกณฑ์
เกณฑ์เกินกฎ
เกณฑ์เกินกรรม
กรรมเกินเกณฑ์
กรรมเกินกฎ
กฎเกินกรรม
กฎ เกณฑ์ กรรม เกินกำกับ กรรมเก็บกด
ที่ผู้เขียนใช้คำว่า ของสหปฏิบัติฯ นั้นก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่ชาวสหปฏิบัติฯ เผชิญ ผจญ (ภัย) ผ่านกันมาไม่มากก็น้อย ถ้าสามารถทำความเข้าใจ รู้จุด จับจุดที่ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ ก็อาจจะเรียกได้ว่า อิสระในพันธะก็คงจะพอได้ พันธะในที่นี้ก็คือ กรรมสัมพันธ์ หรือความสัมพันธ์ที่เรามีต่อผู้คนรอบตัว หรือทิศ ๖ นอกจากนี้ยังเป็นการเข้าสู่อิสระภายในของเราเอง สามารถลดตะกอนที่ทับทมในจิตไปได้บ้าง ถ้าตะกอนหนา จะถูกกวนได้ง่าย น้ำที่เปรียบเสมือนจิต ก็ถูกปั่นป่วนให้ขุ่นมัวได้ เรื่อง ๒๗ ตัวกอ นั้นเกี่ยวกับทั้งตัวเรา และบุคคลรอบๆ ที่สัมพันธ์กับเราที่มีผลกับพฤติกรรมที่เป็นกรรมปัจจุบัน ย่อมทำให้เกิดวิบากกรรมตามมา นอกจากนี้ก็ยังเกี่ยวกับพรหมลิขิต ซึ่งก็มาจากกรรมที่เราได้กระทำไว้ทั้งชาติก่อนๆ รวมยอดกับชาตินี้มาให้พระพรหมลิขิต ที่มาของ ๒๗ ตัวกอมาจากความไม่พอดีไม่ลงตัวกันในฝั่งของกฎ เกณฑ์ กรรม (การกระทำ) ของมนุษย์เอง กับกฎ และเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วเราจะรู้กฎ และเกณฑ์ของธรรมชาติได้อย่างไร ถ้าจะกล่าวให้เป็นรูปธรรมก็คงจะยาก แต่ท่านอาจารย์ธวัชเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์นั้นมีหน้าที่ต่อธรรมชาติ ที่ต้องเรียนรู้ และเข้าใจกฎของธรรมชาติ ทำตามกฎของธรรมชาติ และรับผลของธรรมชาติ ถ้าจะกล่าวสั้นๆ คือ เราต้องค่อยๆ เรียนรู้ และพัฒนาตนเพื่อให้เข้าถึงธรรมชาติ จะได้ปฏิบัติตนเองให้ถูกต้องเหมาะสมพอดี และลงตัว จึงจะได้รับผลที่ดีจากธรรมชาติ ฟังดูก็ไม่น่าจะยาก อันที่จริงความยากนั้น ขึ้นอยู่กับจิตใจของบุคคลนั้นๆ คือ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ประสิทธิภาพ สมรรถภาพ และความผ่องใส กล่าวได้อีกอย่างว่า จิตที่พร้อมด้วยองค์ ๘ ประกอบด้วย ความตั้งมั่น ความบริสุทธิ์ ความผ่องใส ความโปร่งใสเกลี้ยงเกลา ปราศจากความมัวหมอง ความนุ่มนวล ควรแก่งาน อยู่ตัวไม่วอกแวกหวั่นไหว ด้วยจิตที่พร้อมด้วยองค์ ๘ คือ จิตที่เป็นสมาธิเข้าถึงขั้นฌาน เหมาะแก่การนำไปใช้ในทางปัญญาเพื่อพิจารณาธรรมชาติที่เป็นหน้าที่ของตน ยิ่งถ้าการคงสภาวะของจิตให้ควรแก่งานได้นานเท่าไรก็ยิ่งนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้นเท่านั้น อันที่จริงไม่ใช่เพียงแค่พัฒนาปัญญาได้เท่านั้น ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดฤทธิ์ได้ด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของจิต นอกจากนี้บุคคลที่มาพร้อมกับเงื่อนไขพิเศษที่ท่านอาจารย์ธวัชกล่าวถึงบ่อยๆ คือ คนที่มีเดิมพันสูง หมายความว่าอย่างไร เดิมพันสูง ก็ยิ่งต้องยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น โน้มเอียงในทางที่ดี หรือก็คือ มีคุณธรรม ที่จะทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั่นเอง นอกจากกนี้ผู้เขียนเรียกบุคคลที่มีสัญญากรรมที่เป็นภาระกิจงานศาสนา ว่ามีหมวกพิเศษเพิ่มเติมที่จะต้องมาเป็นครู ชี้แนะผู้คน ถ่ายทอดเผยแพร่ความรู้ต่อไปยังบุคคลที่มีกรรมสัมพันธ์กับตนเอง ถ้าทำได้ก็จะได้รางวัลชีวิตที่งดงาม แต่ถ้าทำไม่ได้ก็อาญากรรม ขอยกไปกล่าวต่อภายหลัง แล้วการมีทั้งปัญญา และฤทธิ์นั้นจะทำให้พอดีลงตัวใน ๒๗ ตัวกอ ได้อย่างไร จากมุมมองผู้เขียนคือ ให้เข้าใจธรรมชาติปรับกฎ เกณฑ์ และของมนุษย์ให้พอดี และลงตัว ซึ่งท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโตเคยกล่าวเอาไว้ถึงการนำปัญญามาใช้ให้เกิดความพอดี คำว่าปัญญาเองก็มีระดับ ความลึกซึ้งที่แตกต่างกันนี้ก็เป็นเหตุผลที่มนุษย์จึงต้องพัฒนาปัญญา ในทางพระพุทธศาสนาก็มีแนวทางการปฏิบัติ คือ ไตรสิกขา ๓ คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” คู่กับบุญสิกขา คือ “ทาน ศีล ภาวนา” ผ่านกระบวนการปริยัติ (การเรียน) ปฏิบัติ (การลงมือทำ) ปฏิเวธ (เห็นผลจากการลงมือทำ พิจารณาผลจากการลงมือทำ) ที่เรียกว่า “สัทธรรม ๓” หรือคือ ธรรมที่แท้ การจะได้ปัญญานอกจากการเรียน และลงมือทำแล้ว ย่อมต้องพิจารณา ใคร่ควรญในสิ่งที่ทำลงไป ผลที่ได้มา จึงเห็นทั้งกระบวนการว่าดีพอ เหมาะสมแค่ไหน ทำได้ดีกว่านี้ไหม ก็วนกลับไปสู่เรียนรู้ ลงมือทำ พิจารณาผลลัพธ์กันใหม่ จนกว่าจะตกผลึกออกมาเป็นปัญญา ซึ่งต้องพร้อมด้วยผลลัพธ์ที่ไม่ใช่เพียงแก้ไขปัญหา ได้รับความสำเร็จ แต่ต้องมีคุณธรรมกำกับด้วย จุดนี้เองที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จะเข้าใจได้จากการลงมือทำ หลักการเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ ถ้าเราค่อยๆ ทำไปด้วย พร้อมทำความเข้าใจไปด้วยก็จะสามารถเข้าใจธรรมชาติได้ดียิ่งๆ ขึ้น  ทั้งกฎ เกณฑ์ และกรรม ใน ๒๗ ตัวกอก็จะค่อยๆ กลับมาประสานกับธรรมชาติได้ดีขึ้น กรรมเก็บกดก็จะน้อยลง แต่ที่ผ่านมาก็เป็นการกล่าวกว้างๆ ยังไม่ได้ลงในเรื่องธรรมชาติที่มีสองภาค ซึ่งต้องขอยกไปบทความหน้า
“กิเลส เป็นความขุ่นมัวในจิต ที่เมื่อจิตนิ่งเปรียบได้กับน้ำที่นิ่ง ความขุ่นที่เคยฟุ้งกระจายก็ตกตะกอน จิตก็ดูเหมือนเป็นน้ำใส แต่แท้จริงแล้วกลับมีอนุสัยแฝงอยู่ในสันดาน อยู่ที่ก้นบึ้งของจิตใจ”
๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๘
ฟ้าคราม (Indigo sky)

noimageauthor
ดร.วันพร จาปะเกษตร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
๕ วิชา ๕ เก่ง ๕ แรง ๕ ปรากฏการณ์ อธิบายค.ส.พ. ของธรรมะสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย (Part IV) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  30  ต.ค.  2568
ทความตอนก่อนได้ทิ้งท้ายไว้ถึงปรากฏการณ์ทั้ง ๕ จะเป็นเสมือนแผนที่ให้กับเราเดินทางที่ถูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ปรากฏการณ์ ๕ นำทางเราซะทีเดียว แต่เป็นผู้ช่วยให้เราเข้าถึงเส้นทางเดินชีวิตที่ไปถึงความสำเร็จ ปรากฏการณ์ ๕  คือ ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา สิ่งลึกลับซ่อนเร้นปิดบังอำพราง  แล้วศักดิ์สิทธิ์คืออะไร
28 มี.ค. 2026
id ego super ego
คุณฐิตาพร พลัง  25  มี.ค.  2569
29 มี.ค. 2026
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part II) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  2  ก.ย.  2568
จากตอนที่แล้วกล่าวไว้ถึงแนวทางฝึกฝน พัฒนาตนเอง ด้วยไตรสิกขา และบุญสิกขา โดยใช้หลักการหรือที่ผู้เขียนเรียกแผนที่การเดินทาง คือ สัทธรรม ๓ เพื่อปรับกฎ เกณฑ์ กรรมของเราให้เข้าสู่ความพอดีลงตัวในธรรมชาติ
28 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy