ศาสตร์สาระ ศาสตร์สำคัญ ศาสตร์สัมพันธ์ : ตอนที่ ๑
อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
176 ผู้เข้าชม
“ศาสตร์สาระ ศาสตร์สำคัญ ศาสตร์สัมพันธ์” อาจารย์ธวัช ได้กล่าววลีนี้บ่อยๆ วลีนี้ถ้าไม่เจ๋งจริงอาจารย์ธวัชก็ไม่นำกลับมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้เราได้ยิน มาเข้าเรื่องกันว่า มันเจ๋งยังงัย ในทัศนะของผู้เขียนศาสตร์สาระ คือ สาระในวิทยาการความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะแขนงไหนก็มีสาระทั้งนั้น ทีนี้มันมาเชื่อมอย่างไรกับศาสตร์สำคัญ และศาสตร์สัมพันธ์ กล่วคือ ศาสตร์สาระนั้นจะสำคัญ ต้องมีความสัมพันธ์ โดยสัมพันธ์ทั้งในลักษณะเส้นละติจูดและลองติจูด หมายถึงทั้งในลักษณะความลึกซึ้งและลึกลับ
อีกประเด็นที่เป็นศาสตร์สำคัญของอาจารย์ธวัช ผู้เขียนคาดว่าน่าจะเป็นเรื่อง “ธรรม ๒ ภาค” ด้วยธรรมทั้ง ๒ ภาคนี้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนชีวิตของมนุษยชาติ ก่อนจะไปตรงนั้น มาที่เรื่องนอกตัวกันนิดนึงเพื่อเทียบเคียงให้ได้เห็นภาพที่ชัดเจนด้วยเรื่อง “ธรรม ๒ ภาค” กับ “ฟิสิกส์ ๒ ภาค”ที่ว่าด้วย “ฟิสิกส์แบบดั้งเดิม” และ “ควอนตัมฟิสิกส์”
โดย “ฟิสิกส์แบบดั้งเดิม” เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น แรงดึงดูดของโลก การเกิดกระแสไฟฟ้า พระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์มีอิทธิพลกับการขึ้นลงของน้ำ เป็นต้น เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทั่วไป แต่ “ควินตัมฟิสิกส์” จะเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ความเป็นไปในระดับอะตอม ปรากฏการณ์ในระดับเล็กๆๆๆ
หากเทียบเคียง “ธรรม ๒ ภาค” ธรรมภาคสามัญวิสัย ก็อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เหตุการณ์ในชีวิตแบบมหภาค หรือภาพใหญ่เช่นกัน เช่น จะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ก็หลักทิศ ๖ งัยที่เป็นหลักการอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่มีหลักอื่นอีกไหม มี แต่ขอยกหลักเดียวให้เห็นภาพก่อน หรืออยากจะฝึกสมาธิ ทำอย่างไรดี ก็ไปโน่น หลักสติปัฎฐาน ๔ ดีไหม หลักการเหล่านี้เป็นแผนที่นำทางให้ได้ประพฤติปฏิบัติ เป็นไปตามทำนองคลองธรรม และบรรลุเป้าหมาย แต่ชีวิตของคนเราไม่ได้มีมิติเดียวชีวิตเรายังมีมิติทับซ้อน ที่มักจะแสดงปรากฏการณ์แบบผลุบๆโผล่ๆ จับไม่มั่นคั้นไม่ตายหมายไม่ตรง แต่มันมีผลกับชีวิตเราจริงๆ.... ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น ...มันแสดงปรากฏการณ์กับเราจนคนอื่นๆ มองว่าเราเพี้ยน บ้า ไร้สาระ ทำตัวแปลกๆ แปลกประหลาดมากกว่าแปลกแยก เหตุเพราะมันมีความไม่แน่นอน แต่เมื่อเราไปจับจ้องมัน มันก็ไม่มีซะนี่ พอเราปล่อยๆ ผ่านๆ กลับแสดงปรากฏการณ์แบบโอ้โห...ถ้ามีอะไรมีบันทึกไว้ได้ เป็นหลักฐานแล้วเอาไปให้คนอื่นดู เค้าก็จะได้ไม่ว่าเราว่าเพี้ยน บ้า หรือแปลก อีกต่อไป
เหตุที่ชีวิตในอีกมิติของเราแสดงลักษณะแปลกๆ นั้น วันนี้มันจะไม่แปลกอีกต่อไป เพราะวันนี้อาจารย์ธวัชกำลังชวนเราให้มองปรากฏการณ์ชีวิตเราผ่านแนวคิดในระดับ Micro ที่เรียกว่า ควอนตัมฟิสิกส์ ...แล้วมันเป็นอย่างไร มันก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เพียงว่า มาตรฐานสังคมใช้วิธีการอธิบายภายใต้รูปแบบธรรมภาคธรรมดา เมื่อเอาธรรมดามาอธิบายความไม่ธรรมดามันก็จะอธิบายไม่ได้ เมื่ออธิบายไม่ได้ก็ปฏิเสธว่าไม่มี และกล่าวตู่คนที่ประสบปรากฏการณ์นั้นว่า “แปลก” ....เราหรือ “สหปฏิบัติฯ” ไม่ทิ้งความแปลกนั้น เราจับใส่ในตระกร้าอีกใบหนึ่ง เหมือนตะกร้าของ “Metaphysic และ Parapsychology” โดยอธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ ผ่านแนวคิด Quantum Physics
ปรากฏการณ์ของชีวิตที่อยู่ภายใต้กฏธรรมชาติภาคเหนือสามัญวิสัย อาจจะพูดว่าเป็นอะไรที่แปลกๆ ที่ขัดสามัญสำนึกของเราไปหมด โดยในโลกของภาคเหนือสามัญวิสัยจะแสดงปรากฏการณ์ไม่แตกต่างจากปรากฏการณ์ของ Quantum ในเบื้องต้นสรุปคร่าวๆ ๓ ประเด็น คือ
๑ เป็นอะไรได้หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน คือ เราสามารถเป็นร่างทรงได้ในขณะที่เรากำลังทำงานในที่ทำงาน หรือขณะที่เรากำลังขายของ เป็นต้น คือ เรามีทั้งตัวตน และตนในตัว มีทั้งศักดิ์สิทธิ์และศักยภาพ เมื่อเราจับจ้องคนก็มองว่าเรามีศักยภาพ แต่พอไม่จับจ้องจริงๆ เราก็ให้ศักดิ์สิทธิ์ออกมาทำงานนั่นเอง อธิบายผ่านควอนตัมฟิสิกส์ในเรื่องของอนุภาคที่มีความสามารถเป็นได้ทั้งอนุภาค (Particle) และคลื่น (Wave) ในขณะเดียวกัน กล่าวคือ ขณะที่เป็นอนุภาค ก็มีความเป็นคลื่น ขณะที่มีความเป็นคลื่นก็เป็นอนุภาค ในสภาพธรรมชาติ ที่เราเคยได้ยินคำว่า “อยู่ที่เดียวก็เท่ากับอยู่หลายที่” “อยู่หลายที่ก็เท่ากับอยู่ที่เดียว” โดยลักษณะแบบนี้แหละที่เรียกว่า พยากรณ์ไม่ได้ มีความไม่แน่นอน หรือ “มีความเป็นอนิจจัง”ปรากฏการณ์แบบนี้เรียกว่า Superposition คือมีหลายคุณสมบัติในเวลาเดียวกัน
๒ มีพฤติกรรมเหมือนผีเดินทะลุกำแพงได้ นี้โดยคุณสมบัติหนึ่งของอนุภาคในมิติควอนตัม จะมีลักษณะผลุบๆ โผล่ คล้ายการเดินทางข้ามมิติ อธิบายง่ายๆ ถ้าเราเตะบอลอยู่ในสนามที่มีกำแพงสูงคั่นตรงกลาง เราจะต้องเตะให้สูงพอที่มันจะพ้นความสูงของกำแพงไปได้ แต่ถ้าเราอยู่ในมิติควอนตัม มันมีโอกาสที่บอลจะทะลุกำแพงไปเลยหรือไม่ก็สะท้อนกลับมาอัดหน้าเรา โดยปรากฏการณ์ที่อนุภาคทะลุกำแพงไปเขาเรียกกันว่า อุโมงค์ควอนตัม (Quantum tunnelling) คือ มันมีโอกาสที่จะทะลุไป หรือไม่ทะลุก็ได้ นี้ก็เป็นอีกหนึ่งความไม่แน่นอนที่ปรากฏในเรื่องของควอนตัม นึกถึง ทฤษฎีแมวของชเจอร์ริงตั้น ที่ผู้เขียนในบทความที่แล้วซิ
๓ ติดต่อกันได้แม้จะอยู่ไกล เรื่องนี้มีการอธิบายผ่านชีววิทยาควอนตัมเกี่ยวกับการอพยพของนกโรบินจากสแกนดิเนเวียไปยังเมดิเตอร์เรเนียนในฤดูใบไม้ร่วง โดยอธิบายว่าสมองของนกรับสนามแม่เหล็กจากขั้วแม่เหล็กโลก แล้วใช้ข้อมูลที่ได้เป็นเข็มทิศในการเดินทาง ประเด็นคือ สนามแม่เหล็กโลกนั้นอ่อนมาก ๆ อ่อนชนิดที่ว่าแม่เหล็กติดตู้เย็นยังแรงกว่าเป็น ๑๐๐ เท่า แล้วนกรับรู้ถึงแรงสนามแม่เหล็กได้อย่างไร คำตอบนี้ถูกธิบายโดย จิม อัล คาลิลี่ นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์นิวเคลียร์ กล่าวว่า ภายในจอประสาทตาของนกโรบินมีโปรตีนที่เรียกว่า “คริปโตโครม” ภายในคริปโตโครมก็จะมีคู่อิเล็กตรอนสามารถสร้างปรากฏการณ์ ควอนตัม เอนแทงเกิลเมนต์ (Quantum Entanglement) หรือปรากฏการณ์ความพัวพันทางควอนตัม มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้อนุภาคที่อยู่ห่างกันสามารถสื่อสารกันได้ นั่นหมายความว่าเป็นไปได้ที่นกโรบินจะรับรู้ได้ถึงสนามแม่เหล็กด้วยวิธีการนี้
เห็นประโยชน์ของควอนตัวแล้วหรือยัง ควอนตัมเป็นพื้นที่ลี้ลับรอให้ใครอีกหลาย ๆ คนเข้าไปหาคำตอบฉันใด ธรรมภาคเหนือสามัญวิสัย ก็ฉันนั้น
พบกันในตอนต่อไป กับการคลี่คลาย ปรากฏการณ์ธรรม ๒ ภาค ผ่าน ควอนตัมฟิสิกส์ และบูรณาการกับหลักการทางพระพุทธศาสนาผสานหลักจิตวิทยา
บทความที่เกี่ยวข้อง
ก่อนอื่น ขอเกริ่นเรื่อง คำว่า “ป่วย” คือ อาการที่ไม่สบายกาย เกิดจากร่างกายมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน จึงเป็นธรรมดาที่ร่างกายเกิดป่วยขึ้นมา
21 เม.ย. 2026
การพัฒนาแบบ “อ าพรางเพื่อความอ าไพ” จากเคมีในสมองสู่การยกระดับจิตวิญญาณ Issue 18 เรียบเรียง ศาสตราจารย์ ดร สิทธิชัย สมานชาติ
11 เม.ย. 2026
เรียบเรียง ศาสตราจารย์ ดร สิทธิชัย สมานชาติ
26 ม.ค. 2026
