แชร์

EP.2072  เมตตาเป็นตัวสำคัญ ที่จะเป็นตัวหลักในการดำเนินชีวิตตามพรหมลิขิต และไม่อยู่ในอาณัติของยมขีดเขี่ย

อัพเดทล่าสุด: 15 ต.ค. 2026
6 ผู้เข้าชม
EP.2072  เมตตาเป็นตัวสำคัญ ที่จะเป็นตัวหลักในการดำเนินชีวิตตามพรหมลิขิต และไม่อยู่ในอาณัติของยมขีดเขี่ย
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เราพบกันวันศุกร์ที่ 9 เดือน ตุลาคม สัญลักษณ์ของความยุติธรรม เรามาดูซิว่าเรื่องราวที่เราคุยให้ฟังกัน หรือคุยกัน เรื่องไหนที่มันมีความยุติธรรมบ้าง เรื่องไหนที่มันไม่ยุติธรรม  วันนี้เป็นวันแรม 13 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย 69 และ 26 คือ พุทธะ และคริสต์ศักราช  "อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง 
เรากำลังคุยกันถึงเรื่องของสิ่งที่ร้อนหู ร้อนหูอยู่สักหน่อย ร้อนตาแล้วก็ร้อนใจ เรื่องนั้นก็คือ  เรื่องของบุเพสันนิวาส เรื่องของพรหมลิขิตก่อน เรื่องของพรหมลิขิตแล้วก็ยมขีดเขี่ย พรหมลิขิต เป็นคำที่คุ้นหูทั่วไป ก็ได้ยินกันมาไม่มากก็น้อย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ตอนนี้มาพบคำหลังนี่สิ ก็ทำให้ฉงน พรหมลิขิตนี่เราเคยได้ยินมามากต่อมาก แต่คำว่า ยมขีดเขี่ย ไม่ค่อยเคยได้ยินที่ไหน ก็เลยบอกว่า ก็ได้ยินซะที่นี่แหละ ที่นี่ที่ไหน ที่นี่สหปฏิบัติฯ  ทำไมจึงมีอะไรที่มันพิเศษกว่าที่อื่น จะไม่พิเศษได้ยังไง เพราะเรานำเสนอเรื่องวิเศษ พอเกี่ยวกับเรื่องวิเศษมันก็ต้องเป็นกรณีพิเศษ เพราะว่าเรื่องวิเศษมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ  มันมีข้อกำหนดของมัน 
เมื่อวานเราพูดถึงว่า เมื่อใดที่พรหมลิขิตลิขิตชีวิตชะตา ชะตาชีวิต นาย ก. นาง ข. มาเรื่อยๆ เกิดสะดุดหยุดลง แล้วก็พระพรหมก็ไม่ลิขิต พอพระพรหมหยุดลิขิต ไม่ใช่หยุดเลยนะ ส่งต่อหน้าที่ให้กับพระยม แล้วพระยมลิขิตต่อไหม พระยมไม่ลิขิต พระยมขีดเขี่ย ขีดแล้วก็เขี่ย เหมือนคำว่า ไก่เขี่ยนั่นแหละ ไก่มันเขี่ย แต่พระยมขีดเขี่ย ก็แสดงว่าชะตาชีวิตของ นาย ก. หรือนาง ข. ที่ราบรื่น สดชื่น ชื่นมื่นมาตลอด เริ่มตรงกันข้ามซะแล้ว คำว่า ราบรื่นก็ลื่นล้ม สดชื่นก็เลยหมองมัวแล้ว ชื่นมื่นก็มึนไปเลยล่ะ ไปไม่รอดแล้ว พอพระยมเริ่มจับทำหน้าที่ขีดเขี่ยต่อเท่านั้นแหละ ทีนี้มันยุ่งเหยิงไปหมดเลย ชีวิตของ นาย ก. นาง ข. ช่วงที่พระยมเริ่มจับปากกาขีดเขี่ย ยุ่งเหยิงไปหมดเลย 
ถามว่า ในทางตรรกะ ในความเป็นจริง ในทางปรัชญา ในทางจิตวิทยา หมายถึงว่ายังไง ก็หมายถึงว่า มีสิ่งซึ่งมาคั่นกลางระหว่างพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ยซะแล้ว สิ่งนั้นคือ เริ่มเกิดเป็นเกิดเป็นความรักขึ้น ตัวแปร ตัวต่อ ตัวต้าน ต่อต้าน แรงต้านแล้วก็ตัว active ก็คือ ตัวที่เริ่มออกแรง เปลี่ยนแปลง ตัวขับเคลื่อน ตัวแรงสั่นสะเทือน ตัวอะไรต่ออะไร เริ่มจะเกิดปัญหาขึ้นละ 
พอเกิดปัญหาความรัก เกิดปัญหาความเสน่หา เกิดปัญหาความใคร่ แล้วถ้าความใคร่ยิ่งลื่นไหลลงต่ำ ต่ำ แล้วก็ต่ำลงไปเรื่อยๆ ก็เริ่มละ ขีดเขี่ยของพระยมก็จะแรงขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้น คราวนี้ชีวิตยุ่งเหยิงไปหมดละ เพราะฉะนั้น จึงขอพูดได้ว่า เมื่อพรหมลิขิตขยับตัว เกิดแรงต้าน เกิดการขับเคลื่อน เกิดแรงสั่นสะเทือน เกิดเป็นแรงกระตุ้น มันมีอะไรต่อมิอะไร ที่เราจะรวบรวมศัพท์มาให้ เพราะเริ่มเกิดความรัก เกิดความรักเกิดขึ้น เกิดเสน่หาเกิดขึ้น เกิดความใคร่เกิดขึ้น คือ กามารมณ์ตามมาแล้ว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียดนะ อย่าเข้าใจว่า ความรัก ความเสน่หา ความใคร่ หรือความต้องการในกามารมณ์เหล่านี้เป็นเรื่องน่าเกลียด ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด แต่มันเป็นเรื่องกิเลส เป็นเรื่องกิเลสเกิดขึ้น 
พอความต้องการเหล่านี้ตามมาด้วยบุพเพสันนิวาส เป็นตัวฉุดกระชากลากกระตุกมา ความรัก ความเสน่หา ความใคร่ ความปรารถนาในกามคุณ และอาจจะพลาดพลั้ง กลายเป็นกามโทษ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บุพเพสันนิวาสฉุดกระชากลากกระตุก เอาสิ่งเหล่านี้มาสร้างอารมณ์ให้แก่หนุ่มสาว พอมาสร้างอารมณ์ให้กับหนุ่มสาว มันล้วนแล้วแต่ความรัก เพราะนอกจากความเมตตายกเว้นความเมตตา  ความรัก ความเสน่หา ความใคร่ และความปรารถนาในกามคุณทั้งหลายมันเป็นกิเลส พอเป็นกิเลสเราไม่รู้ขนาด ผู้ดำเนินการสร้างกิเลสเหล่านี้ไม่รู้ขนาด บ้างก็แรงจนเกินขนาด บ้างก็พอประมาณกับขนาด แต่ก็เป็นเรื่องของกิเลส หนุ่มสาวทั้งหลายก็เริ่มเศร้าหมอง เศร้ามากเศร้าน้อย หมองมากหมองน้อย ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละคน 
แต่คนไหนรู้สึกว่า มันเศร้าหมองมาก ก็ต้องพยายามรู้ระดับของตัวเองว่า เราจะแสดงความรัก ความเสน่หา ความใคร่ ความต้องการในกามคุณ หรือกามโทษกันแน่ เท่าไหร่  มากเกินเหตุ น้อยเกินเหตุ มันจะเป็นตัวสร้างความกระทบกระเทือนพรหมลิขิตอย่างแรงกล้า 
ถ้าเราศึกษาสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไว้แล้วเข้าใจมัน เราก็จะค่อยๆ มีสติ สติซึ่งแปลว่า ความระลึกได้ เราก็จะมีสัมปชัญญะ ความรู้ตัว รู้ตัวว่า เรามีความสามารถในการแสดงความรัก ความเสน่หา ความใคร่ ความปรารถนาในกามคุณในลักษณะใด มากน้อยแค่ไหน 
มีตัวแปรอีกตัวหนึ่งด้วย ก็คือ เรื่องวิเศษ เรื่องพลังวิเศษ ก็จะเข้ามาเป็นตัวแปร ที่พูดไปทั้งหมดแค่เพียงแค่เป็นสามัญวิสัยก่อน พอสามัญวิสัยเข้ามาสอดแทรกระหว่างพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย มาทางพรหมลิขิตเมตตาสูงขึ้น  ไปทางยมลิขิต ยมขีดเขี่ย  กามคุณ กามโทษ ความใคร่ ความเสน่หา ความรักก็จะสูงขึ้น ก็เกิดการยื้อกันอยู่อย่างนี้ระหว่างพรหมและยม เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเป็นพรหมลิขิต ต้องมีเมตตาเป็นตัวสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวเป็นหลัก เป็นหลักใหญ่ 
เมื่อผู้ใดดำเนินชีวิตอย่างต้องการพรหมลิขิต และก็ไม่ให้อยู่ในอาณัติของยมขีดเขี่ยโดยสิ้นเชิง ก็ต้องพยายามมีเมตตาต่อกันเป็นหลักใหญ่  เมตตาซึ่งทั้งฝ่ายชายก็ต้องมีเมตตาต่อฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็ต้องมีเมตตาต่อเมตตาต่อฝ่ายชาย  เอาเมตตาคือ ความบริสุทธิ์ใจต่อกันไว้ก่อน ต้องเห็นใจกันไว้ก่อน  ส่วนจะแสดงความรัก ความเสน่หา ความใคร่ ความต้องการในกามคุณมากน้อยเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของตัวเองที่จะแสดง 
ถ้าหากว่ามีความรู้ตัว มีสติและรู้ตัว ยมก็ขีดเขี่ยน้อยลง พรหมก็ลิขิตมากขึ้น ถ้าความมีเมตตาลดลง ความรักลดลง เสน่หาเพิ่มขึ้น ความใคร่เพิ่มขึ้น กามารมณ์เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มจนกระทั่งไม่รู้ความพอดีอยู่ที่จุดไหน และมิหนำซ้ำยังขาดเมตตาซึ่งกันและกันด้วย พรหมก็ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะลิขิตชะตาชีวิตผู้นั้นเท่าไหร่นัก กลายเป็นหน้าที่ของพระยมขีดเขี่ยกันซะส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นอย่างนี้ในสามัญวิสัย 
แต่นี้อีกภาคหนึ่ง ภาคที่ถูกกำกับ ถูกกำกับ กำกับมาจากอดีต อดีตภพ อดีตชาติ อดีตสมัย ก็จะมีบางคู่ บางคู่ยิ่งถ้าขาดเมตตาต่อกันด้วยแล้ว ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ชีวิตแทบทั้งชาติ พระพรหมแทบไม่มีไม่ได้ลิขิตเลยเท่าที่ควร พระยมขีดเขี่ยแทบทั้งนั้น ชีวิตบางคนที่มีแต่อาถรรพ์ มีแต่ความลำบาก มีแต่ความทุกข์ยาก และคนประเภทนี้ถ้ายิ่งเป็นคนขาดซึ่งเมตตา จิตใจดำ ใจไม้ ใจระกำ ใจดำด้วยแล้ว คราวนี้ไม่ใช่พระยมแค่ขีดเขี่ย พระยมจะเร่งส่งบาป ส่งบาปให้คนที่ประเภทอยู่ในวิถีชีวิตที่ลำบากอยู่แล้ว ยิ่งลำบากหนักขึ้น หนักขึ้น และหนักขึ้น เพราะตนเองมีภพของการทำวิบากรรมเป็นวิบากกรรมดำไว้มาก 
ฉะนั้น สรุปอีกทีนึงก็คือ อย่างไร อย่างไร คุณจะเป็นฝ่ายไหนก็แล้วแต่ จิตบริสุทธิ์ไว้เถอะ อย่าสกปรกกันมากนักเลย เพราะความสกปรกและเลอะเทอะ หรือทำให้เยอะแยะไปในเรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่ไม่ดีมันเกิดแก่ตัว เจ้าตัวก่อนทุกครั้ง แล้วจึงไปพาดพิงถึงผู้อื่น พูดกันง่ายๆ  คิดร้ายแก่เขา ก็คือ คิดร้ายกับตัวเองทุกครั้งไปนั่นแหละ 
เรื่องนี้เราจะมาคุยกันในวันพรุ่งนี้ ในรายการถามแอนด์ทอล์คว่า “พรหมลิขิตกับยมลิขิต มันผิดกันตรงไหน” ขึ้นกับแรงต้าน ขึ้นกับการขับเคลื่อน ขึ้นกับแรงสั่นสะเทือน ขึ้นกับแรงกระตุ้น ขึ้นอยู่กับแรงผลักดัน และแรงดึงดูด ขึ้นอยู่กับอะไรต่อมิอะไรหลายๆ กรณี ถ้าหากว่าเราไม่ระวัง  ชีวิตเราแทบหมดโอกาสที่จะให้พระพรหมลิขิต แล้วเราก็บอกทำไมพรหมลิขิตของเราถึงเลวร้ายขนาดนี้ ที่แท้เปล่า คุณใช้ชีวิตมาแทบตลอดชีวิต อยู่ในอำนาจยมขีดเขี่ยแทบทั้งนั้นเลย 
เดี๋ยวมาดูผลงานของผู้ทำการคัดสรรว่า วันนี้จะเป็นใคร คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ สองพันเจ็ดสิบเอ็ด  2071 ตัวแปรที่สำคัญที่สุดระหว่างพรหมลิขิตกับยมขีดขี่ย เป็นตัวเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความรักเสน่หา หรือความใคร่ และก็กามารมณ์ กามโทษนั่นแหละไม่ใช่กามคุณ เป็นความจริงตามธรรมชาติของการเกิด เป็นแรงต้าน เป็นแรงผลักดัน เป็นแรงขับเคลื่อน เป็นแรงสั่นสะเทือน เป็นแรงกระตุ้น เป็นแรงดึงดูด เป็นแรงเหวี่ยง โมเมนตัม เป็นตัวอุปการะ และทำให้ยมขีดเขี่ยเบาบางลง จะทำให้ชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเมตตา ความรัก บริหารของความรักให้ดีนะ แล้วก็ระวังเรื่องเสน่หา ความใคร่ที่รุนแรงโดยขาดเมตตาต่อกันเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด ก็ขอขอบคุณคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ และขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงจากคุณกนกวรรณ วงษ์มณี แล้วมาสวดมนต์สวดพรกัน
เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง พรหมอานันทชัย  คำร้อง ธวัช คณิตกุล  ทำนอง ทหารแก่ ขับร้องโดย ประทิว บุญประสม เรียบเรียงเสียงประสาน สุรพล ศิริวรรณ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็เป็นผลงานของอาจารย์หลง หรือ ครูหลง สมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ 
เนื้อเพลงก็มีว่า “องค์พรหมอานันทชัย สื่อเป็นนัย คือ ชัยอันยิ่งใหญ่ สื่อเป็นนัยยะนะ เป็นนัยยะ ก็คือ สื่อเป็นนัย คือ ชัยอันยิ่งใหญ่ หมายถึงว่า อานันทชัยแปลว่า ชัยอันยิ่งใหญ่ แห่งองค์พระพรหม เมตตาจริงใจ สื่อสายใยรักใคร่สมานฉันท์ องค์พรหมอานันทชัย เพราะเหตุอันใดขาดเมตตาไหวหวั่น อีกมุทิตามาดับสิ้นพลัน สุขเสกสรรใดเราจะอยู่เย็น” 
ก็มีความหมายอยู่ว่า ทำยังไงชีวิตเราเอาชนะยมขีดเขี่ยไม่ได้สักที บอกให้พระยมเลิกขีดเขี่ยชีวิตฉันเถอะ ฉันยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว พอเห็นของขีดเขี่ยก็ยุ่งใช่ไหม แล้วลองเอากระดาษและปากกามาขีด ขีด ขีด  เขี่ย เขี่ย เขี่ย เขียนหนังสือไม่เป็นตัว 
มีวิธีเดียว มีวิธีเดียว มีเมตตาไหม เมตตานี่ไม่ใช่ใจอ่อน ต้องมีเหตุผล พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เมตตาตัวเดียวค้ำจุนโลก ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ  วินาศ แปลว่า ฉิบหายวายวอด ขออภัย  ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโต บอกว่า ถ้าคนดีมีเมตตา หมายความว่า คนดีมีเมตตา หมดไปจากโลก ก็เปรียบเหมือนน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์หมดไป  คนดี คนบริสุทธิ์ หมดไป เหมือนน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์หมดไป สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่เฉพาะมนุษย์นะ สัตว์และต้นไม้มันก็อยู่ไม่ได้ เพราะน้ำสะอาดกับ อาการบริสุทธิ์มันหมดไป ก็เปรียบเหมือนคนดีหมดไปจากโลก คนดีก็คือ คนมีเมตตา 
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ที่พระพรหมเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา เพราะพระพรหมลิขิตชีวิตของคนมีเมตตาเท่านั้น เมื่อเห็นว่าคนนั้นขาดเมตตา ก็ส่งหน้าที่มอบหน้าที่ให้พระยมเป็นผู้ขีดเขี่ยชะตาชีวิตของคนๆ นั้นต่อไป 
วันที่ 9 เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช 2570 คือปีหน้า เราจะประกอบพิธีอัญเชิญพระพรหม 2 องค์ ก็คือ องค์หนึ่งเป็นพระพรหม อีกองค์หนึ่งเป็นตัวแทนพระยม ขึ้นมาบูชาที่หน้าสหศรัทธาศาล  ศาลาสานปัญญา 
หวังว่าจะเป็นข้อคิดแง่พิจารณา และเป็นอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยลิขิตชะตาชีวิตของพวกเราทุกคนให้ดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น พ้นจากเงื้อมมือของพระยมกันเสียที ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอีกคำรบหนึ่ง
 
ศ. 9 ต.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.2061   บังเอิญคนหนึ่งคนใดเกิดมา ถูกกำหนดมาว่า คนๆ นั้นจะต้องเรียนรู้จนกระทั่งสำเร็จเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าไว้วางใจ น่าเชื่อถือได้  ไม่ใช่ว่าประเภทปล่อยไปตามเรื่อง  เทวดาประจำตัวก็ไม่ยอม (ส. 26 ก.ย. 2569)
คนที่มีองค์ในใหญ่ องค์ในโต ต้องรับรู้ให้ถูกต้องให้มากที่สุด ใช้ความรู้สึกที่ไม่ผิดพลาด หรือผิดพลาดก็ให้น้อยที่สุด  เพราะถ้าเพี้ยนแล้วมันก็หมดละตอนนี้ เทพก็ไม่ยอม มนุษย์ก็ไม่ปล่อยผ่าน คราวนี้นายก. จะเสียทั้งศักยภาพทางนอกคือ สามัญวิสัยแล้วก็จะสูญเสียทั้งศักดิ์สิทธิ์ก็คือเหนือสามัญวิสัย
28 ก.ย. 2026
EP.1974   เทพเทวดาและมนุษย์ มนุษย์มีตัวตน เรามีตัวตน เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีตัวตน (ศ. 12 มิ.ย. 2569)
1. เทพเทวดาและมนุษย์ มนุษย์มีตัวตน เรามีตัวตน เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีตัวตน  2. ศักยภาพ เรามีศักยภาพ คือ ความเก่ง กล้า สามารถ  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเทวดา มีความศักดิ์สิทธิ์ 3. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเทวดาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องพึ่งพาอาศัย ศักยภาพในตัวมนุษย์ ตัวมนุษย์ก็ต้องพึ่งพาอาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 4. สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเงา เรามีทั้งเงาและมีทั้งตัวตน  5. ทางนอก ทางในของสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับเราผู้มีศักยภาพมีความแตกต่างกัน คือ เรามีทางนอก เขาเก่งทางในต้องพึ่งพาอาศัยกันไป พึ่งพาอาศัยกันมา  จึงทำให้เกิดความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ระหว่าง มนุษย์สู่เทพ จากเทพสู่ธรรม ตามบรรทัดแรกของนามบัตรของสหปฏิบัติฯ
17 มิ.ย. 2026
EP.2036
30 ส.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy