แชร์

สรุปงาน “รายการพบกันทางเงา” เดือนพฤษภาคม 2569 (Part 3)

อัพเดทล่าสุด: 3 มิ.ย. 2026
7 ผู้เข้าชม
สรุปงาน “รายการพบกันทางเงา” เดือนพฤษภาคม 2569 (Part 3)
 
EP.1958 วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 “เรายังมีเวลาอีก 5 วัน ที่เราสามารถจะปรับสารสื่อเคมี 7 ชนิด ที่อยู่ในไซโตรพลาสซัมของเราให้เกิดคุณภาพขึ้นมาด้วยอารมณ์อันสุนทรีย์ของเราทอแสงออกมาให้เป็นรังสี เกิดเป็นราศี ไปสู่รัศมี และไปสู่รังสีแห่งพรหม รังสีของตัวเอง ก็เป็นที่สมบูรณ์เป็นที่ชื่นชมยินดีมีความเก่งกล้าสามารถ ถ้าอารมณ์ของเราไม่ไปเจอกับกับดัก 9 ข้อ แล้วเราสามารถลดอำนาจบทบาท 9 ตัวนี้ได้เราจะเข้าใจอะไรดีขึ้น ชัดเจนขึ้น
-ตัวที่จะทำให้ สารอิเล็คทรอไรด์ลดลง โลภ โกรธ หลง /กิเลส ตัณหา อุปาทาน / ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
-เราจะให้สารสื่อเคมี 7 ชนิด ทอแสงออกมาเป็นราศี แล้วเป็นรัศมี ออกไปกระทบกับรังสีแห่งพรหมแล้วอัญเชิญรังสีแห่งพรหมกลับมาที่ตัวเรา
-วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์มันเกี่ยวกันยังไง มันเกี่ยวกันในตัวคน
-พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า ปาฏิหาริย์ในโลกนี้มีมากมาย สุดจะบรรยาย มีไม่รู้กี่ประเภท คนที่จะสร้างปาฏิหาริย์ได้ก็มีไม่รู้จะเท่าไหร่ ไม่มีปาฏิหาริย์ใด จะยิ่งใหญ่ไปกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” และไม่มีใครที่จะเก่งไปกว่าคนที่สามารถสร้าง อนุสาสนีปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นมาได้  “อนุสาสนีปาฏิหาริย์ แปลว่าปาฏิหาริย์ในการสั่งสอนและสอนสั่งอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง พระพุทธเจ้ามีพุทธานุญาติและทรงสรรเสริญ
-สิ่งที่เราจะคุยกับในวัน ถามแอนด์ทอล์ค  เมื่อวานมีคนถามว่าสิ่งไหนสำคัญที่สุด ก็คือ “ 9 คำ ตอบโจทย์ศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ ให้มองให้ถ่องแท้ให้กระจ่าง ทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยการเข้าใจอาการทั้ง 9 ตั้งแต่ความโลภ โกรธ หลง / กิเลศ ตัณหา อุปาทาน/ตัณหา มานะ ทิฏฐิ (ถ้าเรามอง 9 ตัวนี้ทะลุปรุโปร่งแล้ว ตัวอื่นเป็นงานเล็กไปเลย) ถ้า 9 ตัวนี้ลดอำนาจลง ลดบทบาทลง เราจะเข้าใจอะไรมากขึ้น มองอะไรออกชัดเจนขึ้น
-เราจะจัดการกับ 9 พลังอันโหดร้ายนี้ได้อย่างไร แล้วเราจะเข้าใจอะไรดีว่า อ่อรู้แล้ว รู้อย่างนี้ไม่โลภอย่างนี้หรอก ไม่โกรธอย่างนี้หรอก ไม่หลงขนาดนี้หรอก ไม่ปล่อยให้ไอ้เจ้าตัณหามันแอบเข้ามาในครัวบ้านฉันมาปรุงกันจนขนาดนี้หรอก แค่ชุดที่ 2 ก็แย่อยู่แล้ว  มานะ ฉันใหญ่แค่นี้พอแล้ว ฉันพอตัวแล้วล่ะ ทิฏฐิ ต่อไปฉันจะไม่แคบจนเกินมนุษย์มนาแล้ว ฉันหลงใจแคบมานานเลย
-เมื่อเราเข้าใจ 9 ตัวนี้แล้ว อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เราก็จะพอดีๆ ตัววิญญาณธาตุ อากาศธาตุ ก็ไม่รุนแรงนัก ปรุงออกมาเป็น เวทนา ที่พอดีไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนา ปรุงมาเป็น ปราณ ที่พอดี เราก็ส่งเป็นออร่าออกไป เราก็ชนะอุปสรรค ศัตรูได้หมด ชีวิตเราก็เป็นสุข
-ตัวที่จะตัดหนทาง ทำให้เราเป็นไม่เก่ง ไม่เฮง คือ 9 ตัวนี้แหล่ะ
-เราจะปรับออร่าของเราในวันวิสาขบูชามหาปุรณมี
 
EP.1959 วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569  “ถ้าจะรับรู้ เรียนรู้ ความจริงของชีวิต จงเรียนรู้ด้วยความใจกว้าง อย่าเรียนรู้แบบใจแคบ ถ้าจะเรียนรู้ชีวิตแบบใจแคบ ก็จะเรียนรู้แบบผิดๆพลาดๆ รู้ไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเร้นปิดบังอำพรางในชะตาชีวิต และพรหมลิขิต ต้องเรียนรู้ด้วยความใจกว้างชีวิตของเราก็จะปลอดภัย และดีขึ้นมากเท่านั้น”
-ลมหายใจไม่เข้าพุทโธ่ เป็น อาณาปานสติ มีสติอยู่ที่ลมหายใจ พอลมหายใจหยุดลงไป ก็หมายถึงจบสิ้นชีวิต แต่ไม่จบสิ้นวังวนเวียนกรรม  นี่อีกหนึ่งความรู้เอาไว้ประกอบในการทำใจ ให้อยู่อย่างเป็นปกติสุข (ปู่นับทุกวันเลย ว่าอีกกี่วันจะถึงวันวิสาขบูชา) กิจกรรมที่เราจะทำเน้นหนักที่ “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา”
-“พลังปราน” ในร่างกายของเรา มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่ออารมณ์ /อารมณ์ก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพลังปราณ /อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี มีผลต่อปราณ เกี่ยวกันไปหมด เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวกับอะไร เช่นเกี่ยวกันในแบบกว้างๆ แล้วค่อยๆแคบๆเข้ามา แต่อย่าใจแคบก็แล้วกัน
-ผลของความลึกลับซับซ้อนซ่อนเร้นปิดบังอำพราง ของชะตาชีวิตและพรหมลิขิต มันเป็นเรื่องลึกลับจริงๆ ถ้าเรารับรู้มันได้มากเท่าไหร่ ถ้าเราเข้าใจได้เท่าไหร่ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย และดีขึ้นๆ เท่านั้น
-อันดับแรกเริ่มที่ตัวเรา ไม่มีอะไรไม่สำคัญเท่าตัวเรา ไม่ได้สอนให้เห็นแก่ตัวนะ ตรงกันข้าม คนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร เรื่องราวเป็นอย่างไร จะต้องพยายามมองออกนอกตัว  ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ตัวเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว คนที่เห็นแก่ตัวจะแคบเข้า แคบเข้า แคบเข้าจนไม่รู้อะไรเลย ถึงรู้ก็รู้แบบผิดๆ
-คนเห็นแก่ตัว ครัวเห็นแก่ตัว เพราะว่าคับแคบ ความคิดคับแคบอยู่แต่กับตัวเอง มันก็จะตีบตัน ตีบเข้ามา ตันเข้ามา จนแทบจะไม่รู้อะไรเลย แต่ตรงกันข้าม ถ้ารู้จักเห็นแก่คนอื่นรอบข้างบ้าง ก็จะกว้างใหญ่ไพศาล
-ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มีมากมายหลายระดับ พระพุทธศาสนาบอกว่ามี 6 ด้าน 6 ทิศ “ด้านหน้า”สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ แต่สิ่งอื่นก็ไล่เรียงกันลงไป แต่ถ้ากลับคำพูดล่ะ “หน้าด้าน” คราวนี้หมดโอกาสเลย คนหน้าด้านภาษาพระเรียกว่า ขาด “หิริ” คือความละอายแก่ใจ เมื่อตัวเองขาด หิริ ความละอายแก่ใจ ก็คิดแต่ตัวเอง ตัวเอง คิดแต่พวกของตัวเอง พวกของตัวเอง พวกของตัวเอง
-มนุษย์มีกรรมสัมพันธ์กันทุกด้าน ด้านหน้าพ่อแม่ ด้านหลังสามีภรรยา ด้านขวาครูบาอาจารย์ ด้านซ้ายญาติสนิทมิตรสหาย ด้านบนหมายถึงสมณะชีพราหมณ์ ด้านล่างหมายถึงบ่าวไพร่บริวาร ถ้าคิดด้านเดียว ก็ไม่ครบถ้วนความจริงของชีวิต
-คนหน้าด้าน อย่าคิดว่าเขาฉลาดนะ เขาเป็นคนตรงกันข้ามกับคนฉลาด       เด็กอนุบาลก็ตอบได้“คนโง่ค่ะ” คนแบบนี้อยู่ไปวันๆ และคิดว่าฉันต้องได้ ฉันต้องได้ ถ้าฉันหน้าด้าน แล้วฉันจะได้ แต่ที่ไหนได้ล่ะ ยิ่งหน้าด้าน ยิ่งเสียหาย ยิ่งสูญเสีย ยิ่งหมดโอกาส
-คนที่เป็นทิศด้านหน้า ต้องสอนลูกว่า “อย่าเห็นแก่ตัว จงพยายามมองให้รอบตัว ชีวิตไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเอง และเฉพาะคนของตัวเอง มันเป็นชีวิตรอบด้าน” ก็ขอให้คิดไกลๆกันอีกสักนิด บางคนติดอยู่เพียงแค่คนสัมพันธ์ของชีวิต กับคนบางฝ่าย บางด้าน (เช่น นาย ก ติดแค่ตรงที่ญาติสนิทมิตรสหายที่มีกงเกวียนกำเกวียนกรรมเก่าเกี่ยวกัน ไม่ได้รับความสัมพันธ์ที่เข้ากันให้เหมาะสมกับเกมกลกรรม และกลไกกรรม นาย ก ก็ติดขับคับข้อง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เพราะนาย ก ขาดความเข้าใจผู้ที่อยู่ทิศด้านซ้ายญาติสนิทมิตรสหาย ไม่ได้คิดถึงญาติสนิทมิตรสหาย คิดแต่ตัวกู ตัวกูของกู ตัวกูของกูเท่านั้น ขาดความรู้สึกที่ถูกต้อง นาย ก ก็กลายเป็นคนหน้าด้าน ผู้เป็นพ่อแม่ทิศด้านหน้า สอนลูกให้ดีว่าอย่าหน้าด้าน ถ้าใช้ชีวิตได้ทุกด้าน จะได้ไม่เป็นคนหน้าด้าน)
-คนหน้าด้านติดที่ 456 กิเลส ตัณหา อุปาทาน /ตัณหา มานะ ทิฏฐิ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้จนขาด “หิริ” คือละอายแก่ใจ ก็คือคนหน้าด้าน ชีวิตทุกด้านจะติดขัดไปหมด ขอให้มองกว้างๆ มองลึกๆ มองไกลๆ ชีวิตคนเกิดมาแค่ช่วงหนึ่งของกาลเวลา จะเห็นแก่ตัว หน้าด้านหน้าทนไปถึงไหน อยู่ด้วยกันต้องมีไมตรีที่เหมาะสม อย่าให้ถูกสมน้ำหน้า เพราะบางคนก็ให้ความสัมพันธ์ได้แค่บางส่วน บางคนก็ให้ความสัมพันธ์ได้หลายส่วน ก็ให้ใช้ปัญญา ว่าคนนี้เขาหน้าได้ อย่าเข้าไกล้ชิดมากไม่ได้ เพราะเขาขาดหิริ คือละอายแก่ใจ เขาเป็นคนไม่มี โอตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป ต้องระวัง คนยุคนี้น่ากลัวๆขึ้นทุกวัน
-อีก 5 วันที่เราสามารถจะปรับสารสื่อเคมี 7 ชนิดให้เกิดคุณภาพ คุณด้วยอารมณ์อันสุนทรีย์ของเรา ให้ทอแสงออกมาเป็นรังสี กลายเป็นราศี ไปสู่รัศมี และไปสู่รังสีแห่งพรหม
- “นวโกวาท 6 ข้อ”
1.สติ/สัมปชัญญะ   ความระลึกได้/ความรู้ตัว
2.หิริ/โอตัปปะ        ความละอายแก่ใจ /ความเกรงกลัวต่อบาป
3.ขันติ/โสรัจจะ       ความอดทน / ความสงบเสงี่ยม    
-เพลง “ชนวน” (ต่อติด) / “ฉนวน” (ต่อไม่ติด ปิดกั้น)   ความละเอียดของโลกวิญญาณติดอยู่นิดเดียว เช่นคิดเห็นแก่ตัว  ใจแคบ  หน้าด้าน
-ถ้าจะเรียนรู้เรื่อง ธรรมะสองภาค อย่าใจเสาะ เปราะบาง ครวญครางง่าย นิดนึงก็สำออย นิดนึงก็สำรวย นิดนึงก็มีความสะเทือนใจ หน่อยนึงก็มีความสะเทือนจิต เล็กน้อยก็สะเทือนวิญญาณ  แบบนี้จะไม่สำเร็จ ไม่รู้ความจริงของชีวิตเลยว่า ชีวิตที่แท้จริงคืออะไร เพราะทุกคนเกิดอัตตาในตัวเอง เห็นแก่ตัว เมื่อเห็นแก่ตัว ก็จะเรียนรู้ชีวิตแต่ด้านตัวเองอย่างเดียว ก็เข้าข้างตัวเอง ถ้าเราใจกว้าง เรียนรู้ชีวิตของคนอื่นเขา ด้วยความเห็นใจ เข้าใจ อ่อ เป็นอย่างนี้นะ ถ้าเราปลูกฝังเขาไม่ได้ เราก็ปลงซะ ปลงว่าคนๆนั้น เขาอยู่นอกระบบไปซะแล้ว จงปล่อยเขาไปตามยถากรรม แต่ถ้ามองว่า คนไหนยังไหวอยู่ ยังยกเขามาทำหน้าที่อันเหมาะสมได้ ไม่เป็นพิษเป็นภัย และยังเป็นประโยชน์โพดผลต่อคนรุ่นหลังต่อไป แต่หายากมาก
-สังคมอยู่กันที่ว่า “มีเงินเขานับว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่  ยากจนเงินทอง พี่น้องไม่มี” คิดแบบนี้ ตายๆๆไม่ตายจริงๆก็ตายทั้งเป็น ตายทั้งเป็นกันมากขึ้น นับไม่ถ้วนศพ แต่เป็นศพที่ลุกเหินเดินได้ กินได้ พูดได้ แต่พูดในทางที่เสียหายด้วย  เพราะเอาแต่ตัวเอง เอาแต่ตัวเอง มันก็เลยกลายเป็นสังคมที่เอ๋อไปหมดเลย
-แมวจ๋ากลัวหมาไหม อย่ากีดอย่าขวางหลีกทางให้มันไป แล้วมันจะไปไหน มันจะไปชดใช้กรรม
 
EP.1960 วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569  “กายวิปริต จิตวิปลาส วิญญาณก็อาฆาต วิญญาณอาฆาตหมายถึงความรู้สึกนึกคิด ให้ร้ายกับเจ้าของชีวิต สิ่งซึ่งเป็นตัวฉุดและตัวช่วยก็คือเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ และฐานะของเทพที่แท้จริง”
-เรามาช่วยประคองเด็กที่กำลังจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ตามพุทธพจน์ที่ว่า “ปุตตา วัตถุ มนุสสานัง” “เด็กๆทั้งหลายเป็นฐานรองรับมนุษยชาติ” ถ้าดูแลเขาไม่ดี กายค้านกาย จิตค้านจิต ขัดใจในสิ่งที่ไม่ควรขัดใจ ตามใจในสิ่งที่ไม่ควรตามใจ เด็กคนนั้นก็โตขึ้นมาในสภาพที่กายวิปริต จิตวิปลาส วิญญาณก็อาฆาต คือความรู้สึกนึกคิดในระดับต่างๆ ระดับตื้นๆ ระดับกลาง ระดับลึก ให้ผล ให้ร้ายกับเจ้าของชีวิตเราเรียกว่าวิญญาณอาฆาต ผู้ใหญ่ก็มีวิญญาณอาฆาต เด็กก็โตขึ้นมาในลักษณะวิญญาณอาฆาต คนทั่วไปที่มีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี น้อยมาก แต่ที่ไม่ปกติ กายไม่ปกติ จิตไม่ปกติ กายค้านกาย จิตค้านจิต กายทรมานกาย จิตทรมานจิต กลายเป็นกายวิปริต จิตวิปลาส วิญญาณอาฆาต หรือที่พูดง่ายๆว่า ขออภัย “คนเฮงซวย”  มันใช้การไม่ได้ซะส่วนใหญ่ ไปอยู่ร่วมสังคมกับใครเขา เป็นภาระ เป็นทุกข์กับสังคมนั้นๆ องค์กรนั้นๆ เพราะกายวิปริต จิตวิปลาส วิญญาณก็อาฆาต แล้วเราจะทำยังไงกันดี
-ชีวิตของเด็กก็ดีผู้ใหญ่ก็ดี มีสิ่งซึ่งเป็นตัวฉุด และตัวช่วยก็คือ เรื่องศักดิ์สิทธิ์ เรื่องอิทธิฤทธิ์ เรื่องปาฏิหาริย์ เรื่องของการไม่รู้จักเทพเทวดาและฐานะของเทพที่แท้จริง ไปลุ่มหลงงมงาย บางคนก็ไปหลงแสดงความอหังกากับเทพเทวดา บ้างก็ไปลุ่มหลงงมงายจนเกินฐานะของเทพเทวดา ก็กลายเป็นเรื่องเสียหาย เพราะเรื่องเหนือสามัญวิสัยไม่มีโรงเรียนที่เปิดสอนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่มี เราจึงต้องเสริมทักษะความจริงของชีวิต บางคนผิดปกติบ้าๆบอๆ คอๆแตกๆ เกิดเป็นประเภทเก่งแต่ไม่เฮง เฮงแต่ไม่เก่ง นานๆจะเจอคนเก่งและเฮง ส่วนมากจะเจอแต่คนเฮงซวย ไม่สมประกอบทางจิตใจ ไม่สมประกอบทางวิญญาณ
 
EP.1961 วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569
-วันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 6 พุทธองค์ทรงประสูติ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้  พระพุทธองค์ทรงปรินิพพาน เรียกว่าวันวิสาขบูชา เรียกว่า”วันแห่งพระพุทธ”
-การบวงสรวง สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา ให้มีความชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ ที่ยังไม่ชัดเจนเพราะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในด้านศรัทธาก็ยังไม่ครบถ้วน เราต้องอัญเชิญ สิ่งเคารพ พระแก้วมรกต เพื่อความร่ำรวย แก้วแหวนเงินทอง ให้แก่ผู้ศรัทธา และเราจะเสริมเล็กๆน้อยๆ รูปเล็กๆ คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ศาลของเขาอยู่บ้านทับกระดาน ผู้พูดแวะไปดู เขาคงโมโหว่าไม่ลงจากรถ ไม่จุดธูป จะมาบอกแม่พุ่มพวงว่า วันที่ 31 พฤษภาคม ปีนี้ ฉันจะเอารูปแม่พุ่มพวงไปไว้ที่ สหศรัทธาศาล ก็ขอให้แม่พุ่มพวงแวะเวียนไป ไม่ต้องไปทั้งหมดหรอก วิญญาณของเธอก็อยู่บ้านทับกระดาน ว่างๆก็แวะไปดูนะที่ตั้งไว้อนุญาติให้แม่พุ่มพวงเข้าไปอยู่ พร้อมกับดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อื่นๆด้วย ถ้าใครแวะเวียนมาก็ขอให้แม่พุ่มพวงดลจิตดลใจนะ มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่าคุ้มค่าของการสร้างศาล ก็ให้ช่วยกัน ดลจิตดลใจ ดลบันดาล ให้คนที่มาขอพรที่ สหศรัทธาศาล เข้าใจเจตนาที่เราสร้างศาลขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อให้ธาตุรู้ที่ติดอยู่เล็กน้อยแล้วเกิดอาถรรพ์ในธาตุรู้ มันได้เพิ่มความรู้เข้าไป ว่าอ่อ ศาลนี้เขาตั้งมาเพื่อวัตถุประสงค์อย่างนี้ว่ายังไงๆ เรื่องศรัทธาความเชื่อก็ยังคงต้องเก็บรักษา ยังต้องคงรักษาไว้ อย่าได้มองข้าม มองผ่าน มองเลย และในขณะเดียวกันต้องมองหาความรู้คู่ปัญญาไปด้วย วิญญาณกำเนิดของพวกเรา ในยุคไอที ฟ้าดินเขาไม่ยอม เขาบอกว่า ถ้ายังคงศรัทธาในรูปแบบเดิม ในขณะที่ทุกอย่างก้าวกระโดดไปไกลแล้ว ถ้าคนจำนวนมากยังติดยึดแค่ศรัทธา ศรัทธา ศรัทธา หรือความเชี่ออย่างเดียวไม่ได้ เทคโนโลยีก้าวหน้า จึงอยากให้คนมีธาตุรู้ผสานเข้าไปกับวิญญาณธาตุคือธาตุรู้สึก ต้องสัมพันธ์กันในลักษณะที่ไม่เหลื่อมล้ำกันเกินไป ชีวิตก็จะปกติสุข  ถ้าเหลื่อมล้ำกันเกินไปก็จะเกิดความผิดปกติในขันธ์5
-ศรัทธายังคงต้องรักษาอยู่ ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งสร้างภูมิปัญญาขึ้นมา ศาลนี้ขอให้เป็นอันดับแรกในการเกิดศรัทธาและปัญญา แต่เจ้าตัวหาแต่ความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีวิชาการก้าวหน้า  แต่เจ้าธาตุรู้เราเขาโหยหาความรู้ในด้านศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์  (คลังสมองส่งงานให้สโตร์อารมณ์ บอกว่าความรู้อย่างนี้มันไม่เพียงพอ ที่จะสร้างฮอร์โมน เคมี ให้กับกับเวทนา และปราณ วิญญาณธาตุก็ขัดข้อง)
 
EP.1962 วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 “ศักดิ์สิทธิ์เป็นลักษณะอิสระ ฉันคอยอย่างเดียวว่า เธอจะมีศักยภาพแล้วบริสุทธิ์ใจ ฉันก็เกิด ถ้าเธอมีศักยภาพแล้วไม่บริสุทธิ์ใจฉันก็ไม่เกิด เธอก็เหนื่อยของเธอไป

-วันนี้เป็นวันก่อน วิสาขบูชา  / วิสาขบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูตร วิสาขบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ รู้เองโดยที่ไม่มีใครสอน วิสาขบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน สรุปแล้ววันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีความมหัศจรรย์และศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง

-วันพรุ่งนี้เราจะเน้นการบูชา เรียกว่าเป็นการบวงสรวงบอกกล่าวเล่าแจ้งแก่สรวงสวรรค์ว่า ศาลาที่เราได้สร้างไว้เมื่อปีกลายชื่อว่า “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา” เราถือฤกษ์สำคัญในวันพรุ่งนี้บอกกล่าวแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ฟ้าดินเป็นพยาน เทพเทวดาฟ้าดินทั้งหลายโปรดเสด็จมาเป็นสักขี ในการที่เราจะใช้ศาลาแห่งนี้เตือนสติทุกๆคนว่า อย่ามีแต่ศรัทธา หรือไม่มีศรัทธา ก็ไม่ได้ ต้องมีศรัทธา แล้วก็อย่ามีแต่ศรัทธา ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อสรรพสิ่งทั้งหลายเราต้องมีศรัทธา แล้วหยุดตรงแค่ศรัทธาก็ไม่ได้ แล้วไม่มีศรัทธาต่อสรรพสิ่งทั้งหลายก็ไม่ได้ ต้องมีศรัทธาต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย แล้วก้าวต่อไป ก้าวอย่างมีวิริยะคือความเพียร แต่อย่าเพียรจนเพี้ยน มุมานะเอาเป็นเอาตาย ขาดสติ ความเพี้ยนจะกลายเป็นความเพี้ยนได้ เมื่อมีศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย เราต้องมีศรัทธา พอมีศรัทธาแล้วอย่าหยุดอยู่แค่นั้น เพียรอย่างเดียวไม่ได้อีก อันตราย ต้องเพียรอย่างมีสติ เพียรไประลึกไปถึงเหตุและผลต่างๆว่า เราจะเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ถ้าเราไม่พิจารณาความจริงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เดี๋ยวเราก็กลายเป็นความเพียรที่เป็นความเพี้ยน พอหรือยัง ยัง มีศรัทธา มีความเพียรที่จะรับรู้เรียนรู้ ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลายคืออะไรกันแน่ มีความวิริยะคือความเพียร ที่ต้องมีสติ เมื่อมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ แล้ว ต้องพิสูจน์พิจารณาด้วยการเอาเข้าสมาธิ คือจิตตั้งมั่น เพื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้ในสมาธิแล้ว เดี๋ยวเราจะค่อยๆอ๋อ อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าเราเข้าใจเรื่องสมาธิจริง ว่าเป็นอย่างนี้นะ  ที่แล้วๆมาเราไปเข้าสมาธิปลอม อ๋อมิน่าล่ะ เราถึงได้เข้าใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผิดๆพลาดๆ  เมื่อพิจารณาเดี๋ยวเราก็ได้คำตอบ ก็เกิดปัญญาผุดโพงขึ้นมา ปัญญาคือความรู้ที่แตกฉาน สรุปแล้วการเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็คือ อินทรีย์  อินทรีย์แปลว่าอำนาจ แล้วก็พละ คือพลัง อินทรีย์ พละ 5 ก็ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ ความเพียร สติคือความระลึกได้ สมาธิคือจิตตั้งมั่น ใครจะพูดยังไงเราไม่สนใจ เราเข้าใจแล้วว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ปัญญาเกิดแล้ว พอปัญญาเกิดแล้วเราก็สบายใจ เราจะเพียรต่อไปไม่ให้เพี้ยน ใครจะว่ายังไงเราไม่สนใจ ตอนนี้เราอิสระแล้ว

-ช่องที่ 9 ของนามบัตร สหปฏิบัติฯ คืออิสระ ทุกอย่างต้องไปลงตรงนี้ ลงตรงอิสระ จะคบกับผี ก็ต้องคบแบบอิสระ จะคบกับคนก็ต้องคบแบบอิสระ จะคบกับเทพก็ต้องคบแบบอิสระ จะเข้าถึงธรรมะก็ต้องเข้าแบบอิสระ /แต่ถ้าเข้าใจกับทุกอย่างนุมนำนัวเนียเดือดร้อน คุณต้องทิ้งงานทิ้งการไปปฏิบัติธรรมให้ได้ ถ้าไม่ไปปฏิบัติคุณจะเดือดร้อน เราก็บอกว่า อ๋ออย่ามาหลอกฉันให้เสียเวลาเลย ฉันเข้าใจแล้วว่าธรรมะคืออะไร อ๋ออย่าขู่ฉันให้ลำบากเลย ฉันเข้าใจแล้วว่าเทพเทวดาคืออะไร อย่ามาหลอกให้ฉันจ่ายเงินโดยไม่จำเป็นนอกจากฉันศรัทธา ถ้าไม่ทำมันเป็นเรื่องของฉันอ่ะ ทุกอย่างก็อิสระ แม้กระทั่งคนจะคบหากัน แม้กระทั่งจะแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน ฉันเป็นภรรยาคุณนะไม่ใช่ทาสคุณ เราอยู่กันอย่างอิสระ แต่มีความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ทุจริตต่อกัน ไม่คิดร้ายต่อกัน ต่างคนต่างมีชีวิตที่มีอิสระชนต่อกัน

-การออมชอม หรือการอ่อนเข้าหากันมันก็จำเป็น แต่จะมาใช้อำนาจกดดัน เอาอำนาจบาดใหญ่อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่ แล้วคนที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ คุณจะทำตัวใหญ่แล้วมาบีบคั้นฉัน ไม่ได้ เราต้องเป็นอิสระต่อกัน เราต้องเห็นใจกัน แต่ต้องให้การคารวะกันตามฐานะ อันนี้ถูกต้อง จะมาใช้ความรุนแรงต่อกันไม่ได้ มันผิดหลักความจริงของธรรมะ เพราะธรรมะคือธรรมชาติ ความรุนแรงต่อโลกวิญญาณก็เหมือนกันจะมาใช้ความรุนแรงกับผี ผีมันก็ไม่ยอม ใช้ความรุนแรงกับเทพ เทพบอกว่าเรื่องอะไร อยากได้ล๊อตเตอรี่ 2 ตัว 3 ตัวมาบังคับฉันอย่าหวังๆ เดี๋ยวก็ผิดๆพลาดๆ โดนหวยกิน  ต่างคนต่างมีจิตที่วางว่างต่อกัน พอวางว่างนี่แหล่ะ จะทำให้เกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้น ถ้าไม่วางจิตว่าง ความศักดิ์สิทธิ์ไม่เกิดขึ้นหรอก ที่เรารอคอยความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถ้าเกิดจิตเราไม่วางว่าง จิตเราวุ่นวาย กังวลนั้น กังวลนี้ คิดถึงนั่นคิดถึงนี้ จะเอาให้ได้ขนาดนั้น ขนาดนี้ บางทีกลับกลายเป็นตรงกันข้าม เราจะทำบุญ เราจะสร้างอะไร จะทำอะไร เมื่อทำไปแล้ว จิตต้องวางว่าง แล้วจะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์ต่อเรา ถ้าทำอะไรไปแล้วจิตไม่ว่าง มัวแต่ครุ่นคิด เอ้บุญจะได้เท่าไหร่เนี่ย บุญจะตอบแทนเราเมื่อไหร่นะเนี่ย แล้วคนโน้นคนนี้เขาจะรู้มั้ยว่าเราได้ทำบุญเหน็ดเหนื่อยสาหัส เราได้ลงทุนซื้อนู่น ซื้อนี้ไปเขาจะรู้มั้ยเนี่ย อันนี้จิตไม่ว่าง พอจิตไม่ว่างสิ่งที่จะเกิดเป็นปาฏิหาริย์ไม่เกิดสักที รอแล้วรออีก รออีกรอแล้ว ไม่มีผลเลย เกิดโมโห ทำบุญได้บุญมีที่ไหน ทำบาปได้บุญมีถมไป ต่อไปนี้เลิกทำบุญ ทำบาปดีกว่า คราวนี้ละก็ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

-ทำอะไรไปในโลกนี้ รับรองว่าไม่มีสูญเปล่า ทำหนึ่งก็ได้หนึ่ง ทำสิบก็ได้สิบ ทำร้อยก็ได้ร้อย ทำพันก็ได้พัน ทำหมื่นก็ได้หมื่น ทำแสนก็ได้แสน ทำล้านก็ได้ล้าน ไม่มีว่าได้ศูนย์ แต่ผลนั้นจะมาสนองเราเมื่อจิตเราวางว่างแล้วทุกอย่างจะเห็นผล

-ทำไมต้องเอาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นนำหน้า(เพลงสหศรัทธาศาลที่ว่า เพื่อเป็นศักดิ์สิทธิ์และศักยภาพอยู่ภายในตัวมนุษย์ ) ตอบว่า เพราะศักดิ์สิทธิ์คู่กับศักยภาพ ศักยภาพคู่กับศักดิ์สิทธิ์ เมื่อคนต้องการที่จะมีความศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้เร่งสร้างศักยภาพ เมื่อคนสร้างศักยภาพแล้วยังไม่เฮง คือเก่งแล้ว ยังไม่เฮง ก็ให้เร่งภาวนาหรือมีศรัทธา เพื่อให้เกิดศักดิ์สิทธิ์  ศักดิ์สิทธิ์คู่กับศักยภาพ แล้วมนุษย์ทุกคนสามารถจะฝึกศักยภาพของตัวเองได้ บางคนไม่เก่งอะไรเลยสักอย่างหนึ่ง โอ้ว ทำอาหารเก่ง บางคนเย็บปักถักร้อยเก่ง บางคนเล่นกีฬาอย่างหนึ่งอย่างใดเก่ง ซึ่งทุกคนสามารถจะสร้างความเก่ง กล้า สามารถได้ แต่นี้ เก่ง กล้า สามารถ ต้องมีคุณความดีด้วย แต่ถ้ามีศักยภาพในทางเสียหาย ศักดิ์สิทธิ์เขาก็ไม่เอาด้วย เช่น ฉันด่าเก่งนะ ทำไมฉันไม่มีศักดิ์สิทธิ์สักที อ๋องั้นรอไปก่อนนะ ศักดิ์สิทธิ์ไม่เอาด้วย เพราะเอาคนดีและคนเก่ง

EP.1963 วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 “จิตไร้สำนึกในอภิธรรมบอกไว้ว่า ระหว่างที่จิตกำลังเปลี่ยนฌาน ภวังคจิตกำลังสับเปลี่ยนภาวะจิตสิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐาน เข้ามาแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น ตรงกันกับจิตวิเคราะห์ของซิกมั่น ฟรอยด์”

-วันนี้เป็นวันพระใหญ่ และเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในงานพระพุทธศาสนา คือเป็นวันวิสาขบูชามหาปุรณมี

-วันนี้เราได้ประกอบพิธี ถือวันศักดิ์สิทธิ์แห่งวันวิสาขบูชา ที่ศาลาสหศรัทธาศาล ศาลาศาลปัญญา เหตุที่สร้างศาลานี้ขึ้นมา เพราะเราต้องการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์ เกิดเป็นปาฏิหาริย์ แล้วก็มีเรื่องเทพเทวดา แล้วก็สิ่งลึกลับทั้งหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งกันคนละครึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งเราต้องการจะสร้างความเข้าใจในเรื่องวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นรูปของศักยภาพได้ คือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะมาหนุนความเก่ง กล้า สามารถของมนุษย์ เป็นศักยภาพได้ จุดใหญ่ของศาลานี้ก็คือ ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักสิทธิ์พร้อมจะเป็นบัลลังค์ให้กับศักยภาพ  

-ศาลนี้จะตอบโจทย์ผู้ที่สงสัยตัวเองและสงสัยผู้อื่นว่า เก่งแล้วทำไมไม่เฮง  เฮงแล้วทำไมไม่เก่ง ทำยังไงมนุษย์ถึงจะทั้งเก่งและทั้งเฮงไปพร้อมๆกัน ได้หรือเปล่า แล้วถ้าเราต้องการความเฮง เราต้องสร้างความเก่งจริงหรือ แล้วถ้าเราต้องการความเฮงหรืออ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย แล้วนั่งงอมืองอเท้า จะเฮงได้หรือเปล่า บางคนบอกว่าอย่าไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตั้งใจทำงานเข้า เอาชีวิตเข้าแลก บางคนเบื้องต้นเอาชีวิตมาแลกเงิน พอบั้นปลายเอาเงินมาแลกชีวิต ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนั้นได้มั้ย ได้ ถ้าเราเข้าใจเบื้องหน้าการเกิด เบื้องหลังการตายของมนุษย์ ส่วนใหญ่เราเดากันทั้งนั้น แต่ไม่ได้เอาความรู้มาดูกันว่า ว่าเรายังอ่อนต่อการทำมาหากิน เรายังย่อหย่อนความขยัน เรายังขาดความเอาใจใส่ในข้อมูลวิธีการหลักการในการทำมาหากินนะ เราต้องพยายามอีกนิดเถอะ คนก็คิดแต่อย่างนี้แหล่ะ คิดว่าจะทำยังไงให้มีหนทางลัด ให้ได้มาซึ่งความสำเร็จโดยไม่เหน็ดเหนื่อย อีกฝ่ายหนึ่งนะ ก็บอกฉันเป็นวัตถุนิยม ใครจะเชื่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้ร่ำรวย ให้มีฐานะให้ปลอดภัย ฉันคนหนึ่งละไม่เชื่อ แล้วไอ้คนที่บอกว่าไม่เชื่อก็ตั้งหน้าตั้งตาเอาเป็นเอาตาย หนักๆเข้าก็ขนาดอ้อนวอน ด้วยวิธีการสารพัดอธิษฐานอีก อธิษฐานแล้วก็ปรากฏไม่ได้ผล เพราะเขาไม่เข้าใจสัตยาธิฐาน เพราะแท้จริงแล้ว ความสำเร็จมันอยู่ที่สัตยาธิษฐาน

-สัตยาธิษฐาน คือการอธิษฐานโดยเอาความแท้จริงมาตั้งเป็นคำอธิษฐานแล้วจะต้องทำให้ได้จริงๆ

-โดยแท้จริงความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะเกิดได้โดยพลังของสมาธิ สมาธิที่จะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์ผลขึ้นมาได้ สมาธินั้นไม่ใช่สมาธิแค่เริ่มต้น คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ  อัปปนาสมาธิได้หรือยัง ยังไม่ได้ ต้องขั้นอัปปนาสมาธิ ได้เกิดได้ฌานที่4 คือจตุตฌาน มีองค์2 คือเอกัคคตาธรรมารมณ์ กับอุเบกขา  กว่าคนหนึ่งคนใด จะทำได้ถึง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แล้วผ่านฌานที่1 ปฐมฌาน ฌานที่2ทุติยฌาน ฌานที่3ตติยฌาน แล้วฌานที่4จตุตถฌาน ได้ เอกัคคตาธรรมมารมณ์ และอุเบกขา ก็จะเกิดเป็นองค์ฌาน เป็นสมาธิขึ้น พลังสมาธิในองค์ฌานก็สามารถจะไปทำให้จิตในระดับ จิตใต้สำนึก มีการผสมผสานกลมกลืนกับจิตไร้สำนึก

-เมื่อก่อนเคยใช้ สมาธิทางลัด (สมาธิเชิงลบ แต่ไม่ได้ลบจนน่าเกลียด) วิธีที่จะกระตุกสมาธิ ช็อคจิต ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น แต่มีความเสี่ยงด้านผลข้างเคียง ก็เงยงดไป

-จิตไร้สำนึกในอภิธรรมบอกว่า จิตไร้สำนึกในระหว่างที่ติดฌาน ฌาน1 ไปฌาน2  ฌาน2 ไปฌาน3 ฌาน3 ไปฌาน4 ในระหว่างที่เป็นภวังคจิต เพิกออกมา หมายความว่า ในระหว่างที่เปลี่ยนถ่ายฌานไปแต่ละขั้น แต่ละขั้น แล้วภวังคจิตกำลังสับเปลี่ยน บังเอิญสัตยาธิฐานที่สูงกว่าอธิษฐาน หรืออ้อนวอน เกิดเข้าไปแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จก็จะเกิดขึ้น ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ก็มาตรงกับจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์  

-การเข้าสมาธิขั้นสูงไม่ได้ง่ายๆ เราจึงมีวิธีการ ย้อนแย้ง เปรียบเสมือนได้ฌานที่4 ก็คือปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยอย่างหนึ่งอย่างใด อาศัยวิธีการที่กระทำต่อตัวเอง หรือให้ผู้อื่นกระทำต่อเรา ให้มันเกิดสภาพคล้ายกับได้ฌานในระดับสัตยาธิษฐานในภวังคจิตสับเปลี่ยน

 

noimageauthor
พรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กลีบดอกไม้แห่งธรรม
แต่งโดย..พรทิพย์ พุตติ
21 เม.ย. 2026
#เคยถามตัวเองไหม๊ว่า#  คุณฐิตาพร พลัง  14  มิ.ย.  2568
ในแต่ละวัน คุณมีสุขหรือมีทุกข์..กำลังนั่งร้องไห้ใต้ต้นทุกข์.. หรือกำลังปลูกต้นไม้แห่งความสุขให้เบ่งบาน..
28 มี.ค. 2026
เรขาคณิต(กุล)พิสูจน์ของเล่นกับการเล่นของ คุณพรทิพย์ พุตติ  (แม่เง็กนึ้ง)  13  ก.พ.  2569
เส้นตรงที่น่าสงสัยตั้งอยู่บนฐานแห่งความงวยงง สิ่งที่เกิดเก่า คือ การเล่นของ สิ่งที่เกิดใหม่ คือ ของเล่น สิ่งที่เกิดใหม่ คือ ของเล่น สิ่งที่เกิดเก่า คือ การเล่นของ  จงพิสูจน์ว่า การเล่นของและของเล่นต่างกันอย่างไร
21 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy