แชร์

๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part V) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  7  ต.ค.  2568

อัพเดทล่าสุด: 28 มี.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม
ดร.วันพร จาปะเกษตร์  7  ต.ค.  2568 
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part V)
จากบทความตอนที่แล้วได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ถึงวิญญาณสัมพันธ์ที่มีเทพมามีส่วนร่วมในสัมพันธ์อยู่เบื้องหลังพรหมลิขิตของมนุษย์ เลยขอเขียนเพิ่มขยายความต่อ ทำไมผู้เขียนถึงเน้นเรื่องของความสัมพันธ์ใน ๒๗ ตัวกอของสหปฏิบัติฯ ก็เพราะความสัมพันธ์มีส่วนร่วมอยู่ในทุกกลไก และทุกเกมส์ทั้งเพื่อให้มนุษย์พัฒนาตนเอง ทั้งเพื่อการบริหารจัดการความสัมพันธ์ให้เป็นอิสระจากพันธะ และลดความไม่รู้ เพิ่มความรู้ และปัญญา มนุษย์นั้นยากที่จะเรียนรู้ ไปจนถึงพัฒนาตนถ้าอยู่โดดเดี่ยว ไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด นอกจากนี้ยังพาเราเข้าสู่การรับวิบากกรรมไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม, อกุศลกรรม จะได้รับแบบเต็มๆ หรือบางส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราว่า มีการพัฒนาตนไปได้มาก หรือน้อยแค่ไหน เทพก็เข้ามามีส่วนร่วมดันผลักดันเราให้ได้รับกุศลกรรมแบบเต็มที่ หรือ รับบางส่วน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรามีจิตแบบใด เป็นที่รองรับการเกิดกุศล หรือบุญแค่ไหน หรือจะไปในทางอกุศล ถ้าจิตโน้มไปในทางกุศล แล้วเราตกอยู่ในช่วงโลกธรรม ๘ ฝ่ายวิบากที่เป็นอกุศลกรรม ด้วยจิตที่มีพื้นเป็นกุศล หรือพัฒนาเพียงพอแล้วสามารถรับพลังงานจากเทพได้ เทพก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมช่วยให้เรารับอกุศลให้เบาบางลงได้รับผลน้อย หรืออาจจะไม่ส่งผลเลย ในทางกลับกันถ้าจิตของบุคคลนั้นๆ ไม่เอื้อให้เทพเข้ามาช่วยเหลือได้ ก็อาจจะต้องรับวิบากอกุศลกรรมแบบเต็มๆ และยังสืบต่อไป เพราะความม่รู้ หรืออวิชชา แต่แล้วทำมบางคนที่มีจิตที่อาจจะไม่ได้ฝึกหรือพัฒนาอะไรมากมาย ทำไมยังได้ดี บางคนก็ดีเอา ดีเอา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่เงื่อนไขที่จังหวะโลกธรรม ๘ ของบุคคลนั้นๆ หมุนเวียนเข้ามาด้วย ซึ่งเงื่อนไขอันนี้ก็ไม่ตายตัว เพราะข้อมูลที่เป็นเงื่อนไขของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันด้วยกรรมที่ทำมาในภพชาติก่อนๆ ที่ถ้าไม่ได้จุตูปปาตญาณที่เป็นหนึ่งในทศพลญาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้หมดจด ว่าวิบากกรรมของคนๆ นั้นเกิดจากอะไร ก็เพราะอย่างนี้ เราจะมารอคอยการวนเวียนโดยไม่รู้ไม่เข้าใจ แล้วคาดหวังว่า ไม่ต้องทำดีก็ได้ดีได้นั้นก็อาจจะรอเก้อได้ ดังนั้นสู้เราลงมือฝึก ปฏิบัติ ขัดเกลาจิตใจให้เป็นไปในทางกุศลกรรมดูจะดีกว่า อย่างน้อยเราก็ได้ก้าวขึ้นข้างบน จะช้าจะเร็วก็ยังได้มุ่งไปให้ดีขึ้น อาจจะเห็นผลของการฝึกบ้าง หรือไม่เห็นบ้างแต่ก็ต้องมีพลังในอินทรีย์ ๕ เริ่มจากศรัทธา เป็นความเชื่อมั่นในการฝึกฝนให้จิตใจดีขึ้น เพื่อให้เข้าถึงปัญญาที่เป็นอินทรีย์ข้อ ๕ ได้มากขึ้นต่อไปก็จะได้ผลมากขึ้นเองตามไปด้วย เพราะต่อให้โลกธรรม ๘ หมุนเวียนมาเป็นฝ่ายดีในเวลานั้นๆ บุคคลก็ได้รับวิบากที่เป็นกุศลกรรม หรือบุญได้ แต่ถ้าใช้ต่อไม่ถูกทาง เพราะจิต และปัญญาไม่ได้ฝึกพาพฤติกรรมบุคคลให้ไปในทางที่ดีงาม ต่อให้ได้ได้รับผลบุญ หรือโชคลาภก็อาจจะนำไปต่อยอดไม่ได้ กลายเป็นทุกขลาภไปก็มี ดังนั้นตัวเราจึงเป็นศูนย์กลางของการเกิดวิบากกรรมว่าจะผันแปรไปอย่างไร ผู้เขียนเองก็ก้มหน้า ก้มตาฝึกฝนตนเองต่อไป ได้บ้าง ไม่ได้บ้างให้ได้รู้จิตใจของตัวเอง ว่า มีพลังแค่ไหน หรือเปราะบางขนาดไหน ถ้าเกิดว่าเปราะบาง ทางนอกทางในไม่สมดุล หรือวิบากกรรมไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรม ก็เข้าไม่ถึงพรหมลิขิตของตัวเอง ช่วงนั้นก็เป็นกรรมเก็บกดไป ถ้าเรามีความพยายามในการฝึกฝนตนเอง พร้อมทั้งมีครูบาอาจารย์ให้คำแนะนำให้ไปในทางที่ถูกที่ควร ต่อให้เราไม่รู้วิบากกรรมของตัวเองแน่ชัดว่า คืออะไร ก็ยังพอที่จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ได้ (สักวันคงได้ดี) แต่ถ้าไม่ฝึกฝนเลย เอาแต่รอคอยโชคชะตาให้วนมาเจอวิบากกุศลกรรม คงจะให้ได้แต่ดียาก ฝึกฝนตนเองไว้ ดูจะพึ่งพาตนได้ดีกว่าที่ไม่ได้ฝึก
นอกจากนี้วิบากกรรมเองก็มาพร้อมเหตุปัจจัยอื่นๆ เช่น กาลเวลา สถานที่ บุคคล ในส่วนของวิธีการเป็นการปฏิบัติร่วมระหว่างตัวเรา และบุคคลที่สองขึ้นไปต่อสถาณการณ์นั้นๆ ว่า สามารถปฏิบัติต่อกันได้ดีขนาดไหน ปฏิบัติต่อกันได้ดี มีมิตรไมตรีต่อกัน ความเบิกบานในการพบปะกันในการสัมพันธ์ระหว่างกันก็เกิดขึ้น ความรู้สึกที่ดีๆ ก็นำพาสมการสองชั้นของสหปฏิบัติฯ ให้ไปจบกันที่ราศีที่ดี สามเหลี่ยมมหัศจรรย์ (Miracle triangle) ก็เกิดขึ้น ให้มุมยอดของราศีจากคนสองคน หรือมากกว่าเกิดบรรจบกันทำมุมสูงขึ้นไปรับพลังงานจากเทพนอกตัว หรือจะมองเป็นพลังงานว่า พลังงานจากราศีของคนสองคนประสาน แล้วรวมตัวกันเพิ่มพลังงานให้กระจายออกไปประสานรับพลังงานจากเทพนอกตัว ไม่ว่าจะเป็นเทพจากรูปเคารพที่เรานับถือ กราบไหว้เมื่อได้พบเจอท่าน หรือเทพที่เรานับถืออยู่ในใจ ในความรู้สึกเคารพของเรา คลื่นพลังงานของตัวเรา บุคคลที่สองขึ้นไปตรงกับคลื่นพลังเทพแล้วรวมกันได้ เรา และบุคคลที่สองขึ้นไปก็ได้รับพลังงานศักดิ์สิทธิ์จากเทพนั้นๆ ให้เราได้รับผลบุญ                 หรือกุศลกรรมในจังหวะนั้นๆ วิธีการนั้น สถานที่นั้น ณ เวลานั้น ไปจนถึงช่วยลดทอนอกุศลกรรมให้เบาบางลงไปได้ ไม่มากก็น้อย เมื่อเราสามารถลดกรรมที่เป็นอกุศลไปได้ โอกาสที่กรรมเก็บกดจะลดลงก็มีมากขึ้น จิตใจเราก็สบาย โปร่งโล่ง ไม่หนักเพราะเก็บกดเอาไว้
“ จะดวงดี หรือดวงซวยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะอะไร เพราะบังเอิญ หรือเพราะตัวเราเอง ก็สุดแต่ใจจะไขว้คว้าสิ่งดี หรือสิ่งที่ไม่ดีมาอยู่ในใจ ”
ฟ้าคราม (Indigo sky)
๐๗ ตุลาคม ๒๕๖๘

noimageauthor
ดร.วันพร จาปะเกษตร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
ศาสตร์สาระ ศาสตร์สำคัญ ศาสตร์สัมพันธ์ : ตอนที่ ๑
ผศ. ดร. พุทธชาติ  แผนสมบุญ   2 ก.ค 65
29 ม.ค. 2026
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part III)  ดร.วันพร จาปะเกษตร์   2  ก.ย.  2568
จากตอนที่แล้วกล่าวถึงการฝึกฝนภายในตัว หรือก็คือจิตเป็นปัจจัยภายใน และทิ้งท้ายไว้ถึงปัจจัยภายนอกที่เป็นกรรมสัมพันธ์ หรือตัวเรากับผู้อื่น แต่สหปฏิบัติฯ ได้กล่าวไว้ถึงธรรมะสองภาค คือ ธรรมะในสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย ก็ต้องกล่าวถึงคลื่นพลังกรรม, เทพที่อยู่ใน และนอกตัวมนุษย์ แล้วทั้งกรรมสัมพันธ์, คลื่นพลังกรรม และเทพเกี่ยวอะไรกับ ๒๗ ตัวกอ
28 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy