แชร์

๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part III) ดร.วันพร จาปะเกษตร์   2  ก.ย.  2568

อัพเดทล่าสุด: 28 มี.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม
ดร.วันพร จาปะเกษตร์   2  ก.ย.  2568  
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part III)
  จากตอนที่แล้วกล่าวถึงการฝึกฝนภายในตัว หรือก็คือจิตเป็นปัจจัยภายใน และทิ้งท้ายไว้ถึงปัจจัยภายนอกที่เป็นกรรมสัมพันธ์ หรือตัวเรากับผู้อื่น แต่สหปฏิบัติฯ ได้กล่าวไว้ถึงธรรมะสองภาค คือ ธรรมะในสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย ก็ต้องกล่าวถึงคลื่นพลังกรรม, เทพที่อยู่ใน และนอกตัวมนุษย์ แล้วทั้งกรรมสัมพันธ์, คลื่นพลังกรรม และเทพเกี่ยวอะไรกับ ๒๗ ตัวกอ 
มนุษย์นั้นไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว และไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวได้ ยังไงก็ต้องพบปะผู้อื่น เมื่อพบเจอก็ย่อมต้องบริหารความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นกงเกวียนกำเกวียน กรรมเก่าเกี่ยวกัน บุพกรรม บุพเพสันนิวาส และพรมลิขิต ก็เรียกว่าเป็นกรรมสัมพันธ์ หรือก็คือการกระทำที่ทำตอนสานสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นแบบกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม หรือไม่ทั้งสอง กรรมสัมพันธ์เป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญในการปลด, ลด หรือเพิ่มกรรมเก็บกด ไปจนถึงการปรับกฎ เกณฑ์ กรรมในฝั่งของมนุษย์ ส่วนกฎ เกณฑ์ของธรรมชาตินั้นเป็นไปตามกระแสธรรมชาติอยู่แล้วไม่สามารถจะไปกำหนดแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ ยกเว้นแต่เข้าใจ เข้าถึงได้แล้วจริงๆ ก็อาจจะพอต่อรอง หามุมที่ลงตัวเท่าที่ธรรมชาติจะเอื้อประโยชน์ให้ และต้องไม่เกิดผลเสียตามมา ในมุมผู้เขียนความสัมพันธ์เองก็เป็นหนึ่งในจุดเกิด จุดดับ และจุดแก้กรรมเก็บกด ถ้าจะกล่าวให้ครบก็ต้องรวมถึงวิญญาณสัมพันธ์ และเทพสัมพันธ์ด้วย เพราะหลายๆ ครั้งการที่จะแก้อนุสัย ลดความขุ่นมัวภายในจิตใจ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยบุคคลที่สอง ไม่ว่าจะมาให้รูปแบบเกื้อหนุน หรือบั่นทอนก็ดีทั้งนั้น ถ้าเข้าใจ และสามารถบริหารรหัสเวร (กาลเวลา, สถานที่, วิธีการ และบุคคล) ได้ลงตัว โดยมีพรหมวิหาร ๔ อยู่ภายในจิตหรือเรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา ๔ (Unbound state of mind or illimitable)  ต่อให้ผู้ที่เข้ามาสัมพันธ์จะมาแบบบั่นทอนก็สามารถพลิกกลับมาเป็นสิ่งที่ดีได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจบริบทในการลงมือทำด้วยว่า จะต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น มิฉะนั้นก็ไม่ใช่พรหมวิหาร หรือธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม ส่วนของอัปปมัญญา และพรหมวิหาร ๔ นั้นอ้างอิงจากพจนานุกรมประมวลธรรมของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโต ซึ่งท่านได้กล่าวถึงธรรมะข้อนี้ไว้อย่างชัดเจนในความหมาย, ลักษณะ, สมบัติ/ วิบัติ, ข้าศึก และตัวอย่างประกอบ แล้วทำไมต้องมีบุคคลที่สอง หรือมากกว่าเข้ามาประกอบการแก้ไขพฤติกรรม เพื่อสร้างกรรมปัจจุบันให้ดีขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่กรรมที่เกิดขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ไม่ว่าจะด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้าจะแก้ไขก็ต้องอาศัยเหตุที่ชักนำให้เกิดจึงจะแก้ได้ถูกจุด กล่าวได้อีกอย่างว่า ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ที่เหตุ นอกจากนี้ยังเป็นพันธะที่มากจากการสัมพันธ์ในพรหมลิขิต ให้พบเจอเพื่อบางสิ่งจะมากหรือน้อย ดีหรือไม่ดี ก็ให้เราปลดเปลื้องพันธะเข้าสู่อิสระทั้งกรรมสัมพันธ์ และจิตที่ผ่านการพัฒนาก็เข้าสู่อิสระเช่นกัน กรรมเก็บกดก็น้อยลง และก็ด้วยเพราะมนุษย์เรามีกรรมที่สัมพันธ์กับผู้อื่นถ้าเป็นสิ่งที่ดีงามก็เปรียบว่าสร้างบุญกุศลร่วมกัน ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีก็สร้างบาปอกุศลร่วมกัน ทั้งสองสิ่งใครก็ตอบว่าอยากได้อย่างแรก แต่ถ้าจะได้รับบุญกุศลก็ย่อมต้องได้รับร่วมกันพร้อมกันกับบุคคลที่เคยสร้างมาด้วยกัน คงจะไม่สมเหตุผลถ้าสร้างมาด้วยกันแล้วจะรับคนเดียว หรือต่างคนต่างรับคนละเวลา คนละที่ หรืออีกคนทำดี แล้วอีกคนทำไม่ดี วิธีการไม่สอดคล้องกันแล้วจะมาได้ดีเหมือนกันได้ก็คงไม่น่าจะได้ ผลที่ได้ก็คงแตกต่างกันไปตามการกระทำของแต่ละบุคคล ทีนี้เวลาแก้ไขอกุศลก็เช่นกัน ย่อมต้องแก้ไขด้วยกัน อีกคนอยู่อยุธยา อีกคนอยู่เชียงใหม่ จะต่างคนต่างแก้ไม่มาสัมพันธ์กันก็คงฟังดูไม่มีทางว่าจะแก้อกุศลกรรมอย่างไร ตามความเห็นผู้เขียนที่ท่านอาจารย์ธวัชกล่าวถึงวิญญาณสัมพันธ์ ก็เพราะกรรมสัมพันธ์ที่ทำร่วมกันมานั่นเอง กรรมสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปอย่างสมดุล ไม่พอดี ไม่ว่าจะด้วยโกงกัน ก้ำเกินกัน ก็ย่อมมีสิ่งตกค้างอยู่เป็นกรรมเก็บกดในส่วนพฤติกรรม และอกุศลกรรมในวิบากกรรมให้เราต้องมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขให้เป็นไปในทางที่ดี ณ ขณะปัจจุบัน เพื่อพัฒนา วิญญาณ, จิต และปัญญาให้ส่งผลที่ดีต่อไปในอนาคต เรื่อง ๒๗ ตัวกอค่อนข้างจะซับซ้อน และมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มนุษย์เราสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจได้ เพื่อทำทุกๆ วันให้ดีขึ้น ลดอกุศลกรรมลง เพิ่มกุศลกรรม เกิดปัญญาทำตามธรรมชาติ และเส้นทางให้ถูกกับพรหมลิขิต บุพเพสันนิวาส บุพกรรม กรรมเก่าเกี่ยวกัน อีกทั้งยังทำให้บริหารกิจกรรมของตนเอง และกรรมสัมพันธ์ให้เหมาะสม พอดี ลงตัว ที่กล่าวมาอาจจะฟังดูไม่ยาก แต่จังหวะที่บุคคลถูกทดสอบ หรือได้รับโจทย์ให้แก้ไขกับโจทก์ โดยที่เราเป็นจำเลย และโดนแผนซ้อนแผนจากกลไกกรรม (กฎแห่งกรรม, เกณฑ์แห่งเวร, กติกาแห่งเทพ และระเบียบวินัยทางวิญญาณ) ถ้าบุคคลมีสติระลึกได้ อดทน ใช้โยนิโสมนัสิการ และปัญญามาแก้ไขปัญหาที่มีวิบากกรรมซ่อนอยู่ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ก็ผ่านอุปสรรคปัญหาไปได้ สำหรับผู้เขียนก็ต้องมี Growth mindset ซึ่งคล้ายๆ กับโยนิโสมนัสิการ คือ การมีความคิดที่แยบยล และแยบคายเป็นประตูไปสู่การพัฒนาปัญญาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ที่กล่าวมาผู้เขียนพูดถึงในเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์ ยังไม่ได้ลงเรื่องของวิญญาณสัมพันธ์ และเทพสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย ขอยกไปกล่าวต่อในบทความหน้า เพื่อไม่ให้แน่น และยาวจนเกินไป
“กรรมเก็บกดถ้าเปรียบในทางจิตวิทยาก็อยู่ในจิตใต้สำนึกที่อยู่ใต้ลึกกว่าจิตสำนึก ดังนั้นถ้าไม่ถูกกระตุ้นโดยเหตุปัจจัยที่มาพร้อมกาลเวลา สถานที่ วิธีการ หรือพิธีกรรม และบุคคลเข้ามาประกอบ ก็คงยากที่จะรู้ได้ว่า เรานั้นมีกรรมเก็บกดอะไร และมีอยู่แค่ไหน” 
๐๒ กันยายน ๒๕๖๘
ฟ้าคราม (Indigo sky)

noimageauthor
ดร.วันพร จาปะเกษตร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
จิตวิญญาณผูกพัน VS ระดับความเข้มข้นของโดพามีน
ศ.ดร.สิทธิชัย สมานชาติ  5  ส.ค.  2568 ข้าพเจ้าเป็นศิลปิน ที่เคยเรียนระดับมัธยม ด้านวิทยาศาสตร์ จึงสนใจศึกษา ฮอร์โมน สารสื่อประสาทที่มีผลต่อ สุขภาพกายสุขภาพใจ และอาจมีผลต่อจิตวิญญาณ (ตอน ๔)
10 ม.ค. 2026
ศาสตร์สาระ ศาสตร์สำคัญ ศาสตร์สัมพันธ์ : ตอนที่ ๑
ผศ. ดร. พุทธชาติ  แผนสมบุญ   2 ก.ค 65
29 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy