แชร์

๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part II) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  2  ก.ย.  2568

อัพเดทล่าสุด: 28 มี.ค. 2026
1 ผู้เข้าชม
ดร.วันพร จาปะเกษตร์  2  ก.ย.  2568  
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part II)
จากตอนที่แล้วกล่าวไว้ถึงแนวทางฝึกฝน พัฒนาตนเอง ด้วยไตรสิกขา และบุญสิกขา โดยใช้หลักการหรือที่ผู้เขียนเรียกแผนที่การเดินทาง คือ สัทธรรม ๓ เพื่อปรับกฎ เกณฑ์ กรรมของเราให้เข้าสู่ความพอดีลงตัวในธรรมชาติ แต่ว่าธรรมชาตินั้นก็ไม่ได้มีแค่ธรรมชาติสามัญวิสัย ที่มนุษย์เราสามารถรับรู้ได้จากตามองเห็น หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส มือสัมผัสเท่านั้น แต่ยังมีเหนือสามัญวิสัยที่เข้ามาสัมผัส สัมพันธ์กับมนุษย์เรา ซึ่งอาจจะรับรู้ได้บางครั้งถึงความแปลกๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก  ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความพิศวงที่ใครหลายๆ คนอาจจะงงๆ จริงๆ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่หลายๆ ศาสตร์พยายามหาคำตอบ ทั้งในจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ โดยเฉพาะควอนตัมฟิสิกส์ ไปจนถึงอภิปรัชญา เท่าที่ผู้เขียนได้รับรู้จากข้อมูลต่างๆ ยิ่งวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบลึกมากเท่าไร ดูเหมือนคำตอบนั้นจะอยู่ในพระพุทธศาสนาที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวเอาไว้ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะนำมาสรุปเอาไว้ เพราะเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันในธรรมชาติที่พุทธองค์กล่าวไว้เมื่อสองพันหกร้อยกว่าปีที่แล้ว แล้ววิทยาศาสตร์ก็ค่อยๆ พิสูจน์จนพบคำตอบนั้นทีละเรื่อง ทีละเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องควอนตัมฟิสิกส์กับเรื่องของจิต สมองกับขันธ์ ๕ ทั้งสองภาคของธรรมชาตินั้นมีจุดเชื่อมโยงเดียว คือ มนุษย์ ก็กล่าวมาสักพักทำไมถึงไม่เข้าเรื่องที่จะอธิบาย กฎ เกณฑ์ของธรรมชาติเสียที เรื่องนี้ค่อนข้างจะซับซ้อน อธิบายเป็นรูปธรรมได้ยาก เพราะมีทั้งของเฉพาะบุคคล และโดยรวม จึงขอกล่าวกว้างๆ ก่อน เฉพาะบุคคลนั้น คือ อะไร และโดยรวมคือ อะไร เฉพาะบุคคล คือ เรื่องของจิต โดยรวมคือ ความสัมพันธ์ หรือกรรมสัมพันธ์ หรือการบริหารจัดการ ไปจนสร้างกรรมสัมพันธ์ แล้วเราจะรู้ได้ไหม ถ้าจะตอบกันจริงๆ ก็คงต้องสามารถได้อภิญญาณ ๕ เป็นฐาน แล้วไปต่อให้ถึงญาณ ๑๖ ต่อให้ได้ครบก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้หมดจด มีเพียงผู้ที่ได้ทศพลญาณจึงจะสามารถล่วงรู้ได้แทบจะกล่าวได้ว่าสูงสุด แต่อาจจะมีมากกว่าก็เป็นได้ เพราะผู้ที่จะมาเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญมากมาย สะสมบุญบารมีเรียกกันได้ว่าสุดประมาณจึงจะสามารถเข้าสู่สภาวะที่เข้าถึงปรากฎการณ์ของธรรมชาติได้สูงสุด ตอนนี้กลับมาที่เรื่องก่อน จากที่กล่าวมายาว คือ จะสื่อเข้าเรื่องว่า มนุษย์นั้นมีความสามารถไม่ธรรมดาอยู่ในตัวมนุษย์ แล้วแต่ว่าใครจะเป็นผู้อุทิศตัวเพื่อให้เข้าถึง พยายาม ตั้งใจ มุ่งมั่น บากบั่น ผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างถึงลูกถึงคน ไม่ใช่ได้มาอย่างสบายๆ แน่นอน ก็เพื่อบ่มเพาะจิตของตน สะสมกุศลกรรม พัฒนาปัญญาขึ้นมา ถ้ายังมีร่างกายก็อยู่ในจิต เพราะจิตต่อให้จะท่องเที่ยวไปไหนก็ต้องกลับมาที่ร่างที่เรียกว่า คูหาสยัง ตายแล้วก็เป็นคตินิมิตไปเกิดใหม่ถ้ายังไม่สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์ กลับมาแบบเบื้องต้นก่อน คือ ฝึกพัฒนาจิต ปรับปรุงอารมณ์ความรู้สึกให้เป็นไปในทางที่ดีจิตได้ควรแก่การทำงานก็จะสามารถพิจารณากฎ เกณฑ์ธรรมชาติ ทำความเข้าใจให้เข้าถึงปัญญาที่เป็นไปเพื่อลดกิเลส หรือความขุ่นมัวในจิต จะได้ไม่เพิ่มกรรมเก็บกด และยังช่วยล้างกรรมเก็บกดที่เป็นตะกอน หรืออนุสัยกิเลส ๗ คือ  กามราคะ, ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด), ทิฏฐิ (ความเห็นผิด), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย), มานะ (ความถือตัว), ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ), อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง) ซึ่งนี่แหละ คือ หนึ่งในกรรมเก็บกดที่มนุษย์เราจะไม่รู้ ถ้าไม่ถูกกระทบ ถูกกวน ให้แสดงสิ่งที่อยู่ลึกๆ หรืออนุสัยนี้ออกมา เพื่ออะไร ก็เพื่อให้มนุษย์เราเห็นดี เห็นชั่วในตัวเอง จะได้แก้ไข ปรับปรุง ลดอนุสัยให้น้อยลง ถ้าไม่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ที่เข้ามากระทบอายตนะ เกิดอารมณ์ความรู้สึก เราก็มองไม่เห็นมัน เมื่อเกิดการฟุ้งขึ้นมาแล้ว ก็ต้องใช้สติเข้ามากำกับกรรม สัมปชัญญะมาสร้างปัญญาเพื่อให้แก้ถูกทาง สำหรับผู้เขียน คือ การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการบำเพ็ญตน ฝึกฝนตัวเอง พัฒนาจิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในทางกลับกันถ้าบุคคลไม่เปิดใจ ยอมรับ ก็ได้แต่ตีอก ชกหัว มานั่งน้อยเนื้อ ต่ำใจ เศร้าสร้อยหม่นหมอง ย่ำเท้าอยู่กับที่ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือ ตนเป็นผู้เคราะห์ร้าย ถูกรังแกด้วยโชคชะตา ผู้คน โทษอารมณ์ที่มากระทบอายตนะตนว่า ผิด มาทำไม ไม่ไปไกลๆ ขอให้ได้แต่เรื่องที่ดี ที่ชอบมากระทบได้ไหม ไม่ดีไม่เอา อันนี้เป็นการพยายามฝืนธรรมชาติ ขอกล่าวสั้นๆ ว่า เป็นคนใจแคบ แล้วจะพัฒนาตนจากอะไร มนุษย์ไม่สามารถพัฒนาตนได้จากความสบาย สุขสมอารมณ์หมาย ถ้าไม่เชื่อ ลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ได้ว่า มีความสำเร็จใดที่มาจากความสบายบ้าง บุคคลที่ประสบความสำเร็จก็เคยเดินบน แก้วแตก หนามเกี่ยว ถูกทำร้าย โดนแทงข้างหลัง หรือล้มเหลว ลำบากกันมาก่อน จึงพลิกตัวเองมาสำเร็จกันทั้งนั้น ผู้เขียนอาจจะใช้คำรุนแรงไปบ้าง ต้องขออภัย ที่กล่าวมาเป็นส่วนของอนุสัย เพราะสำคัญ ถ้าสามารถฝึกลดอนุสัยได้ กรรมเก็บกดก็น้อยลง จิตจะได้ผ่องใสได้ง่ายขึ้น โอกาสให้จิตทำงานก็มากขึ้น เป็นการทบขึ้นไปเรื่อยๆ (เป็น Compounding effect) กฎ เกณฑ์ กรรมของมนุษย์ก็ไปได้ถูกทาง เข้าทาง ตรงทางของ กฎ เกณฑ์ธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังลดอกุศลกรรมที่อยู่ในจิตใต้สำนึกเกาะกับนิมิตที่ไปกับเราเมื่อไปเกิดใหม่ และยังส่งเสริมให้เทพในตัวเรานั้นมีรังสี สวยงามแผ่กระจายออกไปมากขึ้นอีกด้วย ในส่วนขององค์ในตัวเรา หรือเทพในตัวและนอกตัวที่มามีส่วนใน ๒๗ ตัวกอ และกรรมสัมพันธ์ที่เป็นภายนอกยังไม่ได้กล่าวถึงนั้นยกไปไว้ในบทหน้า
“มองอดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้กับตนเองไว้พัฒนาต่อ อย่าไปมองว่า เป็นความขื่นขม ระทม ที่น่าน้อยใจ ก็จะไม่สามารถแก้ไข ปรับปรุงตนเองในปัจจุบันเพื่อสร้างอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า และชาติหน้า”
๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๘
ฟ้าคราม (Indigo sky)

noimageauthor
ดร.วันพร จาปะเกษตร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
จากปริญญาลิง สู่ปริญญาธวัช...จากสามัญวิสัยสู่เหนือสามัญวิสัย....คุณฐิตาพร พลัง  3  ก.ค.  2568
©อันลิงค่างกลางป่าจับมาหัด สารพัดฝึกได้ดั่งใจหมาย เกิดเป็นคนฝึกตนจนวันตาย ถ้าเอาดีไม่ได้ก็อายลิง©
28 มี.ค. 2026
๕ วิชา ๕ เก่ง ๕ แรง ๕ ปรากฏการณ์ อธิบายค.ส.พ. ของธรรมะสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย (Part II) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  16  ต.ค.  2568
ค.ส.พ. นั้นย่อมาจากความสัมพันธ์ ทุกสรรพสิ่งทั้งบนโลก และจักรวาลไม่มีสิ่งใดอยู่โดดเดี่ยวโดยไม่เกี่ยวกับสิ่งใด ถึงแม้ว่าจะเป็นดวงดาวที่อยู่ห่างไกลกันหลายแสนหลายล้านปีแสง ก็ยังโยงใยกันอยู่บนกฎของธรรมชาติเดียวกัน รวมถึงอดีตที่โยงกับปัจจุบัน และอาจจะส่งต่อไปถึงอนาคต
28 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy