EP. 1900 วิบากกรรมลดลงได้ไหม คำตอบก็บอกว่า จะลดลงโดยสิ้นเชิงก็ไม่ได้ จะลดไม่ได้เลยก็ไม่เชิง บางอย่างต้องเพิ่มพฤติกรรม บางอย่างต้องลดพฤติกรรม (อา. 22 มี.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 23 มี.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกๆ ท่าน พบกันวันอาทิตย์ที่ 22 เดือน 3 เดือน 3 นี่หมายถึงเดือนของสากลคือ มีนาคม ส่วนเดือนไทยนั้นเดือน 5 แล้ว ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย แต่ฝรั่งปีสากลเดือน 3 คือมีนาคม ปี 69 พุทธ ปี 26 คริสต์ศักราช “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา” คำเตือนจากพระพุทธศาสนาว่า เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง
ตอนนี้สหปฏิบัติฯ รายการพบกันทางเงา ก็จะมีคำเตือนอยู่บ่อยๆ บางทีก็เตือนแรงไปนิดหนึ่ง คนก็เข้าใจผิด เตือนค่อยไปหน่อยหนึ่งคนก็ไม่ค่อยเข้าใจ ทีนี้คำเตือนเราก็จะมีทั้งทางนอกแล้วก็ทางใน ทางลับแล้วก็ทางแจ้ง เพื่ออะไร เพื่อความสุข ความปลอดภัยในชีวิต
เวลาเราเตือนใครทางนอก บางคนบอกไม่เห็นจะเกี่ยวเลย เวลาเราเตือนใครทางในก็จะมีคนถามอีกมันเกี่ยวอะไร ก็เลยต้องบอกว่า นอกกับในมันอยู่ในสังขารเดียวกัน ทางนอกสามัญวิสัยก็มีศูนย์กลางการปฏิบัติการอยู่ที่ร่างกายของเรา ทางในเหนือสามัญวิสัยก็มีศูนย์กลางการปฏิบัติงานทางในอยู่ที่สังขารของเรา
ทีนี้พอเราจะเตือนผู้ใดทางใน มันก็อดไม่ได้ที่ต้องผ่านทางนอก พอจะเตือนใครทางนอก มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องกระทบไปถึงทางใน ทางในทางนอก ทางนอกทางใน อยู่ในร่างกายหรือสังขารเดียวกันนี่แหละ คนก็ไม่เข้าใจ ไปคิดว่าทางในอยู่ที่ไหน ที่ไหน ถ้ามีจริงฉันจะติดตามไป ไปหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไปหาวิธีการศักดิ์สิทธิ์ ไปหาของศักดิ์สิทธิ์ ไปหาบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ตะลอนๆ กันไปไกลแสน คนมีสตางค์ก็ถึงขนาดขึ้นเครื่องบนเครื่องบิน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่างประเทศ เพื่อไปแสวงหาเรื่องของศักดิ์สิทธิ์ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ขอบอกว่า กลับมาเถอะ กลับมายอมรับความจริงในตัวเราดีกว่า แล้วก็มาหาวิธีช่วยตัวเอง แก้ไขตัวเอง ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ตัวเองสมกับพุทธพจน์คำบอกของพระพุทธศาสนาว่า อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน
ทีนี้งานทางเงาของเรา เราก็จำเป็นที่จะต้องเตือนสติคนทั้งทางนอกเรื่องการขาดสติ เตือนสติคนทั้งทางในเรื่องการขาดสติ สติใช้ได้ทั้งทางนอกได้ทั้งทางใน ไม่ใช่นอกอย่างเดียวหรือในอย่างเดียว เพราะสติแปลว่า ความระลึกได้ ความรู้อะไรที่เรานำมาเสนอ บางคนไม่ชอบ ก็โกรธ หาว่านี่มากระทบกระแทก มากระเทือนจิตใจฉันหรือเปล่า นี่เจตนาจะว่าฉัน กลายเป็นอย่างนั้นไป มันก็กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด เข้าใจพลาดกันได้
อย่างยกตัวอย่างวันนี้ เอาข้อสนทนากับคุณฐิตาพรมาเป็นตัวอย่างสักข้อหนึ่ง โดยคุณฐิตาพรถามว่า วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่เราได้ทำไว้ตั้งแต่ไหนต่อไหนซึ่งเราก็ไม่รู้นะ เขาเรียกว่า ตั้งแต่ชาติปางก่อน แล้วมันส่งผลมาในชาตินี้ บางทีปางตาย สิ่งที่เราทำไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน แล้วมันยังจะส่งผลมาถึงเราในชาตินี้ ทำเอาเราปางตายเชียวหรือ ก็บอกว่า เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ
แล้วจะมีวิธีทำให้มันเบาบางหรือลดลงหรือไม่ จะลดโดยชิ้นเชิงก็ไม่ได้ บอกคุณฐิตาพรไป จะว่าลดไม่ได้เลยก็ไม่เชิง จะลดลงโดยสิ้นเชิงก็ไม่ได้ จะลดลงไม่ได้เลยก็ไม่เชิง ตกลงมันลดได้หรือลดไม่ได้ วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่ได้กระทำไว้ ก็ในกรณีหนึ่งลดได้ บางกรณีลดไม่ได้ มันมีวิบากกรรมหลายระดับ บางอย่างต้องเพิ่มพฤติกรรม พฤติกรรมคือ การกระทำในขณะปัจจุบัน เช่น ทำดีอยู่แล้ว ยังไม่พอ ต้องเพิ่มขึ้นไปอีก
บางอย่างต้องลดพฤติกรรม ลดยังไง กำลังจะทำในสิ่งนี้มันไม่ดีนะ มันผิด มันทำให้วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่ทำไว้มันไม่เบาบางลง แล้วมันยังจะเพิ่มปริมาณขึ้นด้วย จึงให้คำกับคุณฐิตาพรไปว่า วิบากกรรมลดลงได้หรือไม่ คำถาม คำตอบก็บอกว่า จะลดลงโดยสิ้นเชิงก็ไม่ได้ ว่าจะลดไม่ได้ก็ไม่เชิง บางอย่างต้องเพิ่มพฤติกรรม เพิ่มพฤติกรรมคือ การกระทำ คำพูด และความคิด บางอย่างต้องลดพฤติกรรมคือ ลดคำพูดลงมา ลดการกระทำลงมา ลดความคิดลงมา คราวนี้ต้องอาศัยอะไร ก็ต้องอาศัยสิ่งที่เป็นตัวรู้ อันไหนจะลด อันไหนเราจะเพิ่ม
นี่เราเมตตากับนาย ข. มากไปแล้ว เดี๋ยวเราเดือดร้อน อ้าว ลดความเมตตาต่อนาย ข. ลงมาสักส่วนหนึ่ง พอเรามีความรู้แล้ว ธาตุรู้เกิดรู้แล้วส่งให้วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุบอกเราแล้วว่า เรายังเมตตาต่อนาย ก. น้อยไปนะ พอเราเมตตาต่อนาย ก. ไม่พอ วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่เราได้ทำไว้ มันจึงไม่ลดลงสักที พูดกันง่ายๆ ความทุกข์ไม่หมดไปสักที ความสุขไม่เกิดขึ้นมาสักทีหนึ่ง เพราะว่ากรรมเก่าเกี่ยวเก่า กงเกวียนกำเกวียนระหว่างเรากับนาย ก. มันมีมากมายเหลือเกิน แล้วที่ปฏิบัติต่อนาย ก. แล้วนาย ก. ปฏิบัติต่อเรามันยังไม่เพียงพอ มันต้องเพิ่มขึ้นไปอีก
คราวนี้พอไปถึงนาย ข. เมตตาต่อนาย ข. มากไปแล้ว เกินไปแล้ว ไม่ต้องไปถึงขนาดนั้น เดี๋ยวเราจะเดือดร้อน เอาเพลาๆ หน่อย เอาเบาๆ หน่อย เมตตาต่อนาย ข. ต้องน้อยกว่านาย ก. เพราะว่าวิบากกรรมคือ ผลกรรมที่ได้ทำไว้มันต่างระดับกัน
ทีนี้เกิดอีกเหตุผลหนึ่ง ไม่ใช่ เอาเหตุผลทางนอกด้วย เหตุผลทางนอก เหตุผลทางนอกแล้วจะทำยังไง เหตุผลทางนอกก็มีอยู่ว่า เรามีกรรมเก่าเกี่ยวเก่ากับนาย ก. มากเราต้องเมตตา ต้องมีน้ำใจต่อนาย ก. มาก แต่บังเอิญนาย ก. เป็นคนมีฐานะ นาย ก. ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย นาย ก. มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย มีสิ่งที่เขาเป็นทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของ อะไรต่ออะไรเขาอยู่ของเขาได้สบาย ก็ไม่ต้องไปเมตตาอะไรเขามาก เราก็ไปเพิ่มความเมตตาที่นาย ข. เพิ่มขึ้นมา พอนาย ข. ถึงว่านาย ข. กับเราจะมีกรรมเก่าวิบากกรรมน้อยกว่า แต่นาย ข. ฐานะแย่ นาย ข. กำลังลำบาก เมื่อเหตุผลมันเป็นอย่างนี้เราก็ช่วยนาย ข. มากขึ้น
แล้วก็อธิฐานจิตว่า บุญกุศลที่เกิดจากการช่วยนาย ข. ทั้งที่นาย ข. กับเรามีกรรมเก่าเกี่ยวกันน้อย แต่นาย ข. ปัจจุบันชาตินี้ลำบาก เราก็ช่วยนาย ข. เยอะหน่อย แล้วขอเอาบุญ เอากุศล อธิษฐาน ซึ่งเรามีวิธีอธิฐานของเราอยู่ 3 วิธี เดี๋ยวจะให้คนกนกวรรณเอามาบอกกล่าวเล่าแจ้งในวันหลัง ว่ามีอะไรบ้าง
เอาบุญกุศลตรงนั้นเข้ามาทดแทนวิบากกรรมที่เรามีต่อนาย ก. พอเราไปทุ่มเทให้นาย ก. เท่าไหร่ๆ เช่น ไปให้เงินนาย ก. ใช้ นาย ก. ก็ขำ บอกคุณเอามาทำไม ผมมีเงินเยอะแยะมากมาย ไปซื้อของกินของใช้ให้นาย ก. นาย ก. บอกผมมีจนมันรกบ้านไปหมดแล้ว ผมยังต้องขอร้องให้คนมาช่วยขนไปใช้ ไปทำนั่น นี่ให้นาย ก. นาย ก. บอกไม่ต้องมายุ่งกับผม ผมมีคนดูแลรับใช้เต็มบ้านไปหมดแล้ว เป็นอย่างนั้นเหรอ เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน และบุคคล คือ สัปปุริสธรรม 7 ข้อ ก็เกิดขึ้นมาในการที่เราจะตอบคำถามคุณฐิตาพรว่า วิบากกรรมลดลงได้ไหม คำตอบก็บอกว่า จะลดลงโดยสิ้นเชิงก็ไม่ได้ จะลดไม่ได้เลยก็ไม่เชิง ก็คือ ลดได้ แต่จะลดโดยสิ้นเชิงก็ไม่ได้ บางอย่างต้องเพิ่มพฤติกรรม บางอย่างต้องลดพฤติกรรม อันนี้คือ สิ่งที่เราเพียรพยายามจะบอกกล่าวเล่าแจ้งแก่สมาชิกทั้งหลายให้เข้าใจว่า เราห่วงใยท่านจริงๆ แล้วเรามีเทคนิควิธีที่จะเตือนสติท่าน
อีกนิดหนึ่งก่อนที่จะฟังเพลงต่อไป วันนี้มีเด็กคนหนึ่งมาทำการแก้บน เขาบนบานศาลกล่าวไว้ ทำการแก้บนที่ “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา” การแก้บนของเด็กคนนี้ก็ปรากฏว่า เขาได้ผลจากการบนบานศาลกล่าว ได้อย่างใจที่เขาต้องการ ของที่เขาเอามาแก้บน คนพูดก็ดูแล้วว่ามันพื้นๆ เกินไป มันเป็นธรรมดาๆ ไม่ได้เห็นมีอะไรที่มันโดดเด่น หรือเป็นกรณีพิเศษที่จะเอื้อปัญญา แต่ถ้าศรัทธาล่ะก็ ได้ เพราะที่นี่ชื่อว่า สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา
เราก็เลยบอกเอาล่ะ บอกเด็กคนที่แก้บนวันนี้ว่า ของที่เธอเอามาก็แก้บนทางศรัทธา ที่เอามาแก้บนทางศรัทธา แต่ฉันจะให้สิ่งที่เป็นสิ่งของทางปัญญาที่มีคุณค่าที่สุดแด่เธอ ก็เลยเอาไปเสริมการแก้บนของเขา อันนี้จะได้ให้ผู้ฟังรับไว้เป็นมงคลด้วย เผื่อว่าจะได้เกิดความโชคดีมีชัยกันอย่างคาดไม่ถึง ก็มีความหมายอย่างนี้ ฟังไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามนะ “เด็กที่ได้รับความสำคัญจากผู้ใหญ่ ระวัง อย่าสำคัญตัวเองผิด คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ เท่าหรือใหญ่กว่าผู้ใหญ่ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า Go So Big”
ทวนให้ฟังอีกทีนึง อันนี้เอาไปเสริมบทแก้บน เพื่อให้ครบตามจำนวนของชื่อของศาลอันศักดิ์สิทธิ์ สหศรัทธาศาล สหศรัทธาศาลก็รับเครื่องเซ่นไหว้เครื่องแก้บนจากเด็กคนหนึ่งไปในวันนี้ตอนประมาณเที่ยงๆ เราก็เลยเอาทรัพย์สินทางปัญญาที่อ่านไปแล้วรอบหนึ่งไปแก้บน ช่วยเขาแก้บนทางปัญญา
ทรัพย์สินทางปัญญาวันนี้ก็มีที่อ่านอีกทีหนึ่งก็คือ เด็กที่ได้รับความสำคัญจากผู้ใหญ่ ระวัง อย่าสำคัญตัวเองผิด คือว่า ตัวเองยิ่งใหญ่เท่าผู้ใหญ่ หรือใหญ่กว่าผู้ใหญ่ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า Go So Big อันนี้ก็ฝากไว้ เผื่อการแก้บนจะได้สมบูรณ์
คุณกนกวรรณโน้ตมาให้แล้ว การแก้บนของเรา การบนบานศาลกล่าวของเรามี 3 วิธี อิสระบูชา 3 ประการ ประการที่ 1 การรำถวายคือ อวัจนภาษาบูชา ประการที่ 2 สวดมนต์ถวายคือ วัจนภาษาบูชา อันที่ 3 อธิฐานจิตก็คือ มโนบูชา
เรามีบูชา 3 อย่าง อวัจนภาษาบูชา วัจนภาษาบูชา แล้วก็มโนบูชา อวัจนภาษาบูชา ก็เช่น การร่ายรำถวาย วัจนภาษาบูชา เช่น การสวดมนต์ถวาย แล้วก็มโนบูชา อธิฐานจิตถวาย วันนี้เราก็ทำให้กับเด็กคนนั้นครบถ้วนเลย แล้วก็ห่วงว่าของถวายบนทางปัญญาไม่มี ก็เลยเอาสิ่งที่เสริมมาให้เสริมเข้าไปให้อีกทีหนึ่ง ก็หวังว่าจะเป็นสิริมงคลกับทุกๆ คน ทั้งผู้ร่วมแก้บนและรับฟังการแก้บนในค่ำวันนี้ ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขความเจริญ เดี๋ยวมารับฟังเพลงและสวดมนต์สวดพรกันต่อ
เพลงที่เพิ่งจบลงไปโดยคุณชนัดดา วงษ์มณี เป็นดีเจเลือกเปิดให้ฟัง ชื่อเพลงขำขันอยู่ในค่ายเพลงขำไม่ออก แล้วก็ขันไม่หยุด เพลงแมวจ๋า คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1 ครูธวัช คณิตกุล ทำนองและเสียง AI จัดทำโดยคุณพัทธนันท์ พิมานพงศ์ภัทร
เนื้อมีอยู่ว่า “แมวจ๋ากลัวหมาไหม กลัวแล้วเดินห่างๆ อย่ากีด อย่าขวาง หลีกทางให้ไป เป็นคำกล่อมลูกหรือสอนเด็กอนุบาล คนดีจ๋า กลัวคนชั่วไหม กลัวแล้วเดินห่างๆ อย่ากีด อย่าขวาง หลีกทางให้มันไป ขนาดบอกแมวหลีกทางให้หมาไป ไม่มีมันนะ แต่พอคนชั่ว อย่ากีด อย่าขวาง หลีกทางให้มันไป แล้วมันจะไปไหน มันจะไปชดใช้กรรม เป็นคำเตือนสติคนดีว่า อย่าไปยุ่งกับคนชั่วในยุคไอที” มักจะมีคนชั่ว มากกว่าคนดี อันนี้ต่อเองนะ ก็เป็นการขำขำไป
มาดูผลงานของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ 1899 ตัวคนเรามีสิ่งซึ่งเป็นขุมพลังอยู่ 2 ขุมคือ ขุมพลังศักยภาพ และขุมพลังศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่ได้รับการขุดค้นขึ้นมาใช้ นอกจากไม่เกิดประโยชน์ที่ควรจะเกิดแล้ว กลับตรงกันข้าม มันเป็นอำนาจลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางชนิดหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคนย่ำแย่ เพราะมันเป็นพลังที่เกิดมาจากกำเนิด พลังกำเนิด 2 อย่างนี้จะต้องมีน้ำหนัก มีจำนวน มีขนาด มีอำนาจ จะต้องผ่านอำนาจซึ่งกันและกันก็คือ สร้างความสมดุลของพฤติกรรมคือ เรื่องภายนอก กับสร้างความสมดุลของวิบากกรรมคือ เรื่องทางใน
ตัวโปรยที่คุณอรสาใส่ไว้ใน 1899 น่าสนใจมาก “ตัวคนเรามีสิ่งซึ่งเป็นขุมพลังอยู่ 2 ขุมคือ ขุมพลังศักยภาพ และขุมพลังศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่ได้รับการขุดค้นขึ้นมาใช้ นอกจากไม่เกิดประโยชน์ที่ควรจะเกิดแล้ว กลับตรงกันข้าม มันเป็นอำนาจลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตคนย่ำแย่ เพราะมันเป็นพลังที่เกิดมาจากกำเนิด พลังกำเนิด 2 อย่างนี้จะต้องมีน้ำหนัก มีจำนวน มีขนาด มีอำนาจในระดับ ที่จะต้องคานอำนาจซึ่งกันและกัน ก็คือ สร้างความสมดุลของพฤติกรรมคือ เรื่องภายนอก กับสร้างความสมดุลของวิบากกรรมคือ เรื่องภายใน ทางใน” อันนี้ก็ฝากให้คิด เผื่อว่าใครจะเกิดสงสัยตัวเองว่า เราทำดี ตั้งใจทำ สร้างฐานะสารพัดวิธี ทำไมมันแย่ลง แย่ลง แล้วก็แย่ลง ก็เพราะว่าเหตุผลที่ว่านี้แหละ ก็พิจารณากันไป
รวบรวมโดย คุณอรสา กู้เกินพงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
ศ. 20 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2026
เริ่มจาก จิตที่ศรัทธา แล้วเข้าใจคำว่า ไหว้ครู เรื่อยไปๆ จนไปถึง จิตศักดิ์สิทธิ์ จิตศักดิ์สิทธิ์ คือ จิตที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ หรือสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ให้เกิดประโยชน์มากมายแก่จิต การไหว้ครูจนถึงตัวรู้ จนเกิดความเข้าใจ หยั่งลงไปในจิตศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของผู้ที่เข้าใจคำว่า ศิษย์มีครู ครูมีศิษย์ และทุกคนก็เป็นได้ทั้งครู และก็เป็นได้ทั้งศิษย์
10 ม.ค. 2026
